BABYLON REVISITED AND OTHER STORIES : เอฟ. สก็อตต์ ฟิตซ์เจอรัลด์

BABYLON REVISITED AND OTHER STORIES

ผู้เขียน : เอฟ.สก็อตต์ ฟิตช์เจอรัลด์ (F.Scott Fitzgerald)

จำนวนหน้า (เฉพาะเนื้อหา) : 171 หน้า

เหมาะกับใคร? : คนที่ชอบงานอ่านยาก หม่นๆ และแฟนคลับของฟิตซ์เจอรัลด์

ระดับความยาก (ยิ่งมากยิ่งต้องใช้พลังในการอ่านเยอะ) : 9/10

ระดับความสนุก : 2/10

ระยะเวลาในการอ่าน : อ่านรวดเดียวจบคิดว่าประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง / ไม่ต้องคิดมากก็ได้เพราะมีคำอธิบายอยู่ท้ายเล่ม ช่วยให้เข้าใจอะไรได้มากทีเดียว

F-Scott-Fitzgerald-Imperfect-Romance-with-The-New-Yorker

OLYMPUS DIGITAL CAMERA


จุดสังเกตในหนังสือ
: เมืองทางใต้…และอะไรเยอะแยะไปหมด หลายๆประโยคเป็นอะไรที่ต้องใช้ความรู้จำเพาะเกี่ยวกับภูมิศาสตร์และประวัติศาสตร์อเมริกัน แต่ไม่ต้องเป็นห่วงเพราะว่าท้ายบทมีเฉลยให้

ความเห็น : จริงๆที่แนะนำเล่มนี้ไม่ใช่เพราะชอบเนื้อเรื่องเพราะรู้สึกว่าอ่านยากมากสำหรับเรา เหมือนอยากจะขึ้นตรงนี้ก็ขึ้น อยากตัดไปตรงไหนก็ตัด มันเลยดูเหมือนไม่ปะติดปะต่อ ทื่อๆอย่างไรพิกล แล้วพอไม่ปะติดปะต่อมันก็เลยนำมาซึ่งความไม่รู้เรื่อง แต่บอกเลยค่ะว่าคำตามท้ายบทที่เขียนโดยคุณ กฤตพล วิภาวีกุล น่ะ ช่วยเราได้มากๆ คืออ่านมาทั้งเล่มไม่รู้เรื่องอะไรเลย พอจะรู้บ้างก็เรื่องแรก คือ ปราสาทน้ำแข็ง กับ เรื่องสุดท้าย-หวนคืนสู่บาบิลอน แต่ก็ไม่มีความสนุกอะไรเลย ต่างจากตอนอ่านแก็ตส์บี้โดยสิ้นเชิง(ซึ่งตอนหลังได้อ่านท้ายเล่มก็เข้าใจได้ว่าทำไมมันถึงต่าง)  และสาเหตุที่เลือกให้มันเป็นหนังสือสำหรับฤดูฝนก็เพราะว่าถ้าใครรู้สึกหม่นๆแล้วอยากเครียดเพิ่มก็ให้มาอ่านเล่มนี้นะ 55555+

อีกอย่างคือ สาเหตุหลักที่เลือกเล่มนี้ก็คือเนื้อหาเกี่ยวกับชีวิตฟิตซ์เจอรัลด์ในตอนต้นกับท้ายบทต่างหาก หนังสือเล่มนี้บอกเล่าถึงประวัติส่วนตัวของเขาซึ่งเราว่าก็ค่อนข้างละเอียดเลยทีเดียวค่ะ ไม่ใช่เนื้อหาที่สนุก(เพราะไม่สนุกอยู่แล้ว) แต่เป็นเหตุผลที่เขาเขียนหนังสือเล่มนี้มาต่างหากที่น่าสนใจ เพราะชีวิตเค้าน่ะโศกและเครียดกว่าหนังสือที่เค้าเขียนหลายเท่านัก

หลายคนก็คงมีนักเขียนในดวงใจด้วยเหตุผลแตกต่างกันไป จะชื่นชอบเพราะเขียนเก่ง หรือชอบเพราะนักเขียนเป็นคนดีศรีสังคม หรือชอบเพราะนักเขียนหน้าตาดี หรือชอบเพราะรู้สึกอินและชื่นชมในความสามารถของนักเขียนมากๆ ส่วนเรานั้นจะแตกต่างออกไปนิดหน่อย เราชอบนักเขียนเก่งก็จริงแต่จะชอบมากๆถ้าได้ทราบปูมหลังของนักเขียนคนนั้นและพบว่ายิ่งชีวิตจริงของนักเขียนโศกเศร้า ต่ำทราม เคยผ่านพ้นความเลวร้ายต่างๆมามากเท่าไหร่ เราจะยิ่งชอบและยกให้นักเขียนคนนั้นเป็นนักเขียนโปรดเลยทีเดียว-ฟิตซ์เจอรัลด์เองก็เช่นกัน คุณกฤตพลผู้เขียนคำตามของหนังสือได้ให้นิยามของฟิตซ์เจอรัลด์เอาไว้ว่าเป็น..

นักเขียนผู้หลงใหลในความอ่อนแอ
และการพ่ายแพ้ของมนุษย์

 


ฟรานซิส สก็อตต์ คีย์ ฟิตซ์เจอรัลด์ (Francis Scott Key Fitzgerald) เกิดเมื่อวันที่ 24 กันยายน ค.ศ. 1896 ที่เมืองเซนต์ปอล (St.Paul) รัฐมินนิโซตา (Miinnesota) ในช่วงต้นทศวรรษที่ 20 ฟิตซ์เจอรัลด์มีพี่สาว 2 คน แต่พวกเธอต่างเสียชีวิตก่อนที่เขาเกิดสามเดือน เขาเคยเขียนเอาไว้ว่า “แม่ของผมสูญเสียลูกไปสองคน…ผมว่าเหตุการณ์นั้น ทำให้ผมคิดจะเป็นนักเขียน”

ตระกูลฟิตซ์เจอรัลด์เป็นเชื้อสายผู้ดีมาก่อน แต่ในรุ่นพ่อของเขานั้นแทบจะไม่หลงเหลือชื่อเสียงใด พ่อของเขาประกอบธุรกิจค้าขายที่ห่างไกลจากคำว่าสำเร็จอยู่มากโข แม้คุณพ่อเป็นคนมีการศึกษาแต่ก็ไม่ได้มีฐานะดี ส่วนคุณแม่ก็เป็นสาวบ้านนอกผู้คล่องแคล่วจากครอบครัวชาวไอริชอพยพ กล่าวได้ว่าฟิตซ์เจอรัลด์เติบโตมาในครอบครัวชั้นกลางที่ไม่ได้ร่ำรวยและหาได้มีชีวิตวัยเด็กที่สุขสบายมากนัก

ดูเหมือนว่าฟิตซ์เจอรัลด์จะเป็นหนุ่มบ้าคลั่งรักพอสมควรอยู่เหมือนกัน ชีวิตเขาถูกกำหนดทิศทางด้วยความรัก (ไม่สงสัยเลยว่าแก็ตส์บี้ถอดแบบมาจากใคร) หลังจากเข้ามหา’ลัยเขาก็พบรักกับสาวคนหนึ่งชื่อ จิเนวรา คิง (Ginevra King) ลูกสาวคนงามของมหาเศรษฐีเมืองเลค ฟอเรสต์ แต่เมื่อความรักไม่สมหวังเขาจึงตัดสินใจลาออกจากมหาวิทยาลัยใน ค.ศ. 1916 แม้หลักฐานจากการศึกษาของมหาวิทยาลัยพรินซ์ตันจะระบุว่าที่เขาต้องออกจากการศึกษาเพราะว่ามีผลการเรียนอ่อนก็ตาม

ในปี ค.ศ. 1917 อเมริกาได้เข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 1 วัยรุ่นมากมายที่ยึดมั่นในคติแบบโรแมนติกต่างพากันแห่แหนเข้าสมัครเป็นทหาร ส่วนหนึ่งก็เพราะพวกเขาพยายามหลีกหนีจากสังคมที่กำลังตกอยู่ในวังวนแห่งความยุ่งเหยิงจากการพัฒนาทางอุตสาหกรรมอย่างก้าวกระโดด ฟิตซ์เจอรัลด์เองก็เป็นหนึ่งในนั้น แต่กลับไม่ได้ร่วมรบ แค่ไปประจำอยู่ที่ค่ายเท่านั้น

ช่วงนั้นเองที่ทำให้เขาได้พบกับเซลด้า แซย์ (Zelda Sayre) วัย 18 ปี เธอเป็นลูกสาวของผู้พิพากษาศาลสูงประจำรัฐแอละแบมา (Alabama) เซลด้าเป็นผู้หญิงเฉลียวฉลาด เธอเรียกร้องหาชีวิตเสรีและไม่พอใจต่อสภาพชีวิตเรื่อยเปื่อยในบ้านเกิดของเธอ ฟิตซ์เจอรัลด์รู้จักกับเซลด้าในงานปาร์ตี้เต้นรำแห่งหนึ่งในเมืองมอนต์กอเมอรี (Montgomery) และทั้งสองต่างตกหลุมรักกันอย่างดูดดื่ม สาวงามอย่างเซลด้าดึงดูดใจฟิตซ์เจอรัลด์ที่ชอบความหรูหราฟู่ฟ่า ส่วนตัวเซลด้าเองก็ถูกใจมาดร้อยตรีหนุ่มรูปงามที่เคยเรียนมหาวิทยาลัยดังของฟิตซ์เจอรัลด์ไม่น้อย และในที่สุดทั้งคู่ก็หมั้นหมายกันอย่างรวดเร็ว เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้บ่อยครั้งในช่วงสงคราม


ทว่าเมื่อสงครามยุติในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1918 ทุกสิ่งได้ผันแปรไป ฟิตซ์เจอรัลด์ที่ไร้เครื่องแบบทหารก็เป็นแค่หนุ่มน้อยคนหนึ่งที่มีแต่ตัวเท่านั้น เขาตั้งหน้าตั้งตาหางานทำสร้างฐานะเพื่อจะได้แต่งงานกับเซลด้า ทว่าลำพังเงินเดือนเดือนละ 90 เหรียญนั้นไม่อาจเลี้ยงดูเซลด้าผู้รักในชีวิตหรูหราได้ ที่สุดจึงถูกถอนหมั้น แล้วเขาก็กลับไปใช้ชีวิตลำพังที่นิวยอร์กเพื่อร่ำสุราอย่างหนักหวังให้มันช่วยปลอบประโลมใจ

จากนั้นก็กลับบ้านเกิดที่เมืองเซนต์ปอลและลงมือเขียนนิยายเรื่องแรกที่เขาได้เริ่มไว้ขณะอยู่ที่พรินซ์ตันและค่ายทหาร ผลงานเรื่องแรกชื่อเรื่อง This Side of Paradise ได้รับการตีพิมพ์ในปี 1920 และได้ผลตอบรับเกินความคาดหมาย ทั้งยังเขียนเรื่องสั้นอ่านสนุกจำนวนมากในนิตยสาร ชื่อเสียงเงินทองไหลมาเทมากระทั่งเขาได้แต่งงานกับเซลด้า ทั้งสองใช้ชีวิตร่วมกันด้วยความสนุกสนาน ฟุ้งเฟ้อและโอ่อ่าที่นิวยอร์ก ทั้งยังเดินทางข้ามมหาสมุทรไปท่องเที่ยวยุโรปด้วย

ฟิตซ์เจอรัลด์ได้รับการยกย่องว่าเป็นนักเขียนที่ถ่ายทอดภาพประวัติศาตร์อเมริกาในทศวรรษ 1920 ได้อย่างละเมียดละไมและงดงาม จึงอาจกล่าวได้ว่าเขาเหมาะจะได้รับสมญานามว่าเป็น ‘นักเขียนฟ้าประทานแห่งยุค’ 

Hemingway-Fitzgerald-ritratto
ฟิตซเจอรัลด์ (ซ้าย) และ เฮมิงเวย์ (ขวา)

ฟิตซ์เจอรัลด์ได้ทะยานขึ้นสู่จุดสูงสุดของเส้นทางวรรณกรรมด้วยผลงานเรื่อง The Great Gastby ทว่าก็ยังมีข้อกังขามากมายที่ทำให้เขายังไม่ได้รับการยอมรับว่าเป็นนักเขียนชั้นยอด กระทั่ง New York Times ยังเคยให้ความเห็นว่า “มัน (The Great Gastby) เป็นผลงานที่เข้าถึงจิตวิญญาณแห่งทศวรรษ แต่ยังมิใช่หนังสือแห่งยุค” 

จากนั้นฟิตซ์เจอรัลด์และเซลด้าก็ได้รับรู้ถึงความยากลำบากจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำในอเมริกา เกิดปัญหาเงินขาดมือเพราะเสพติดการใช้จ่ายฟุ้งเฟ้อมาตลอด เขาจึงจำเป็นต้องเร่งเขียนเรื่องสั้นลงในนิตยสาร ทำให้งานขาดความรอบคอบและปราศจากแก่น เนื้อเรื่องไม่มีความแปลกใหม่ เขาไม่สามารถเขียนเรื่องยาวได้อีกเลย งานของเขาได้รับความนิยมน้อยลง ซ้ำร้ายเซลด้ายังล้มป่วยด้วยโรคจิตเวชอีก

นักวิจารณ์จำนวนไม่น้อยนิยมใช้ ค.ศ.1930 เป็นเส้นแบ่งแยกให้ฟิตซ์เจอรัลด์เป็น ‘นักเขียนที่ถึงทางตันแล้ว’ ผลงานยุคก่อนหน้าไม่ได้รับการตีพิมพ์ใหม่ กระแสหลักในโลกวรรณกรรมเองก็เริ่มโหยหาพลังและคุณค่าแบบใหม่นอกเหนือจากเงินตรา ความรัก ความสมหวัง ความผิดหวัง

ฟิตซ์เจอรัลด์จึงหมายมั่นที่จะกลับเนื้อกลับตัวใหม่ เขาเก็บตัวที่บ้านเช่าแห่งหนึ่งในบอลติมอร์ ลงมือเขียนนิยายขนาดยาวเรื่อง Tender Is the Night ขึ้นมาและคาดหวังว่ามันจะประสบความสำเร็จ หากเป็นเช่นนั้นเขาคงจะสามารถแก้ไขความผิดพลาดทุกอย่างได้และจะได้หาทางชดใช้หนี้สินจำนวนมหาศาล ทั้งยังจะมีเงินเป็นค่ารักษาพยาบาลให้เมียและค่าเลี้ยงดูลูกอีกด้วย ทว่าเขากลับต้องผิดหวัง ที่ได้รับกลับมาก็มีเพียงเสียงวิพากษ์ที่เย็นชาจากโลกเท่านั้น ณ ตอนนั้นเองฟิตซ์เจอรัลด์ก็ได้ตระหนักแจ่มแจ้งแล้วว่าเขาไม่สามารถขึ้นไปเป็นนักเขียนชั้นยอดได้ เมื่อเป็นดังนั้น ‘เหล้า’ จึงกลายเป็นคำตอบสุดท้าย เขาถึงขั้นเคยกล่าวไว้ว่า “ยังไงเสีย การเมาหัวราน้ำก็เป็นเอกสิทธิ์ของนักเขียนชั้นรองอยู่แล้ว” 

ที่จริงเส้นแบ่งระหว่างนักเขียนชั้นยอดกับนักเขียนชั้นรองไม่เคยปรากฎชัดเจนในวงการวรรณกรรม แต่หากจะให้นึกถึงนักเขียนชั้นยอดแห่งยุคก็คงไม่มีใครไม่รู้จักเฮมิงเวย์-เออร์เนสต์ เฮมิงเวย์ นั้นเคยเป็นนักข่าวหนังสือพิมพ์และเคยเป็นทหารในสงครามโลกครั้งที่ 1 ผลงานของเขาจึงมีเนื้อหาหลากหลาย สั้นกระชับ แต่ทรงพลังและเปี่ยมด้วยความหมาย ต่างจากงานของฟิตซ์เจอรัลด์ที่วนเวียนอยู่แต่เรื่องแคบๆ โลกของปัจเจก รักที่ไม่สมหวัง ฝันที่ไม่มีทางสำเร็จ หรือความตายและความพ่ายแพ้

ฟิตซ์เจอรัลด์เคยเปรียบเปรยเฮมิงเวย์ว่า
“หากเฮมิงเวย์เป็นโคหนุ่ม ผมก็เป็นผีเสื้อ ผีเสื้อนั้นงดงาม ทว่าโคหนุ่มนั้นมีตัวตน”

กล่าวคือ การมีตัวตนคือการดำรงอยู่จริง
และนี่คือสิ่งที่แบ่งแยกระหว่างฟิตซ์เจอรัลด์กับเฮมิงเวย์อย่างชัดเจน

ทั้งสองต่างได้รับการยกย่องให้เป็นนักเขียนแห่งยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 เป็นทั้งเพื่อนและคู่แข่งทางวรรณกรรมที่ขับเคี่ยวกันเรื่อยมา กระทั่งในปี ค.ศ. 1935 การแข่งขันจึงยุติและ เฮมิงเวย์ ก็คือฝ่ายชนะ 

ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ในปี 1929 ส่งผลให้วัยรุ่นอเมริกันในยุค 1930 เติบโตมากับความขมขื่นแห่งยุคสมัย จึงไม่น่าแปลกที่พวกเขาจะมองโลกด้วยความเคลือบแคลงและอยู่กับความเป็นจริงมากกว่าวัยรุ่นยุค 1920 นามของนักเขียนชื่อ สก็อตต์ ฟิตซ์เจอรัลด์ จึงเป็นเพียงเสียงสะท้อนจากอดีตที่ไกลโพ้น เฮมิงเวย์ต่างหากคือฮีโร่ในใจของทุกผู้ทุกคน


จากค่าต้นฉบับที่เคยสูงถึง 4,000 ดอลลาร์ ตกลงมาเหลือเพียง 300 เหรียญอย่างน่าใจหาย ส่งผลให้ฟิตซ์เจอรัลด์ต้องใช้ชีวิตอย่างอัตคัตและเริ่มติดเหล้าอย่างหนักยิ่งกว่าเก่า ปี 1937 เขาเริ่มหารายได้เพิ่มเติมจากการเขียนบทภาพยนตร์ฮอลลีวู้ด

ปี 1940 ฟิตซ์เจอรัลด์พยายามตัดขาดจากเหล้าอีกครั้งเพื่อทุ่มเทชีวิตให้กับงานชิ้นใหม่ The Love of the Last Tycoon ทว่าผลงานชิ้นนั้นก็ไม่ได้เสร็จสำเร็จดั่งใจหมาย ..ในวันที่ 21  ธันวาคมปีเดียวกัน โรคหัวใจได้พรากชีวิตของฟิตซ์เจอรัลด์ไปในวัย 44 ปี

ชีวิตบั้นปลายของฟิตซ์เจอรัลด์นั้นมีแต่ความผิดหวังและอยู่ในสภาวะตกต่ำ ดังที่เขาเคยรำพึงไว้

“…ในที่สุดผมก็โตเป็นผู้ใหญ่จริงๆแล้ว
และสุดท้ายผมรู้แล้วว่าตัวเองเป็นคนแบบไหนกัน สรุปคือผมเป็นคนล้มเหลว”

 


 

เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย : 

  • ใครที่ต้องการความละเอียดมากกว่านี้สามารถตามอ่านได้ในหนังสือ เราเพียงแค่นำบทนำและบทตามในเล่มมาผสมและเรียบเรียงใหม่ให้สั้นลงเท่านั้นค่ะ
  • หวนคืนสู่บาบิลอนเป็นเรื่องที่เราคิดว่าเข้าท่าที่สุดในบรรดา 3 เรื่อง รู้สึกว่าตรงกับชีวิตบั้นปลายเค้าดี แล้วก็หม่นเป็นที่สุด แต่ก็นั่นล่ะ มันถูกเขียนขึ้นมาในช่วงที่ภรรยาเป็นโรคจิตเวช กำลังอัตคัต ดังประวัติข้างต้นบอกมาว่าเค้าค่อนข้างจะเร่งเขียนงานส่งเพราะเงินขาดมือ มันก็เลยเหมือนขาดอะไรบางอย่างไป แต่นักวิจารณ์ก็บอกว่าพวกเรื่องสั้นหลังปี 1930 นั้นมีความตรงไปตรงมามากขึ้น ทว่านั่นมันก็ไม่เพียงพอจะทำให้เขาเป็นนักเขียนชั้นยอดอยู่ดี
  • สุดท้าย The Love of the Last Tycoon ก็เขียนไม่จบ แต่เพื่อนรักของฟิตซ์เจอรัลด์สมัยเรียนที่พรินซ์ตันก็ได้รวบรวมบทร่างแล้วจัดพิมพ์ในปี 1941
  • รู้สึกขอบคุณสำนักพิมพ์ ‘สมมติ’ ที่ได้ทำการแปลและตีพิมพ์หนังสือเรื่องนี้เป็นฉบับภาษาไทยขึ้นมา เพราะถึงแม้จะชื่นชอบในตัวฟิตซ์เจอรัลด์แต่ผลงานที่ถูกแปลเป็นภาษาไทยก็มีแค่แก็ตส์บี้เท่านั้น จะให้อ่านฉบับภาษาอังกฤษก็เกินปัญญา ดั่งที่ทางสำนักพิมพ์ได้กล่าวในคำนำว่ายังมีหนังสือหลายเล่มที่ถูกลืมเลือนและถูกฝังไว้ในซอกหลืบแห่งกาลเวลา ยังมีผลงานของนักเขียนเก่งกาจอีกมากในโลกใบนี้ที่ไม่ได้ถูกตีพิมพ์เป็นภาษาไทยหรือภาษาอื่นๆให้นักอ่านได้อ่านกัน ทำให้เรารู้สึกว่าตัวเองพลาดการอ่านงานเขียนดีๆระดับโลกไปหลายเรื่องเลยทีเดียว จึงรู้สึกขอบคุณที่หยิบยกเรื่องสั้นเหล่านี้ขึ้นมาแปลให้และตีพิมพ์เป็นรูปเล่มสวยงาม ขนาดเหมาะมือ และทำให้เราได้รู้อะไรลึกซึ้งเกี่ยวกับชีวิตและเหตุผลในการเขียนงานๆหนึ่งของนักเขียนที่เราชื่นชอบ ขอบคุณมากจริงๆค่ะ