MEN WITHOUT WOMEN : ฮารูกิ มูราคามิ

 

Men Without Women

นักเขียน : ฮารูกิ มูราคามิ (Haruki Murakami)

จำนวนหน้า (เฉพาะเนื้อหา) : 293 หน้า

เหมาะกับใคร? : คนอกหักทุกคน หรือไม่ต้องอกหักก็ได้แต่มีเวลาน้อยก็เอาไว้อ่านเรื่องสั้นวันละเรื่องก็เพลินดีเหมือนกัน

ระดับความยาก : 2/10

ระดับความสนุก : 7/10

ระยะเวลาในการอ่าน : อ่านรวดเดียวจบคิดว่าประมาณ 2 ชั่วโมง / อ่านแบบค่อยๆซึมซับประมาณ 1 วัน

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

  • ‘ผู้หญิงทุกคนมีอวัยวะพิเศษสำหรับโกหกแยกตัวเป็นเอกเทศติดตัวมาตั้งแต่เกิด จะโกหกเรื่องอะไรแค่ไหนอย่างไรก็แตกต่างกันไปเล็กน้อยในแต่ละคน แต่มาถึงจุดหนึ่งผู้หญิงต้องโกหกกันทุกคน พวกหล่อนไม่ลังเลที่จะโกหกในเรื่องสำคัญที่สุด ในเวลาเช่นนั้นผู้หญิงแทบทั้งหมดจะสีหน้าไม่เปลี่ยน เสียงไม่สั่นเลยแม้แต่น้อย เป็นเพราะนั่นไม่ใช่ตัวหล่อน แต่เป็นสิ่งที่อวัยวะเอกเทศที่ติดตัวมาพูดไปโดยไม่เกี่ยวกับหล่อน แต่เป็นสิ่งที่อวัยวะเอกเทศที่ติดตัวมาพูดไปโดยไม่เกี่ยวกับหล่อน ดังนั้นการโกหก-ยกเว้นกรณีพิเศษอย่างยิ่ง-จะไม่ทำให้ศีลธรรมอันงดงามใดเจ็บปวด หรือไปรบกวนการนิทราอันสงบสุขของพวกหล่อน’ – อวัยวะเอกเทศ



จุดสังเกตในหนังสือ : งู

ความเห็น :

จะเรียกว่าตัวเองเป็นติ่งเฮียมู หรือ ฮารูกิ มูราคามิ ก็คงไม่ผิดนัก เพราะตอนนี้เหลือหนังสือของเขาอีกไม่กี่เล่มที่เรายังไม่ได้อ่าน แต่เราก็เพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้น ไม่ได้เป็นนักอ่านวรรณกรรมตัวยงที่สามารถวิเคราะห์ทุกสัญลักษณ์ในเรื่องหรือความหมายที่ผู้เขียนต้องการจะสื่อได้ทั้งหมด แถมเพิ่งได้รู้จักวรรณกรรมญี่ปุ่นก็เพราะมูราคามิเลยก็ว่าได้

ต้องเกริ่นก่อนว่าจริงๆเคยอ่านหนังสือ ‘On Literature’ – คนชำรุดหรือมนุษย์โรแมนติก ของ อุทิศ เหมะมูล  มาก่อน มันเป็นความเรียงวรรณกรรมที่คุณอุทิศได้เขียนไว้ คล้ายๆกับบทวิเคราะห์วรรณกรรมเลยค่ะ มีข้อมูลเกี่ยวเนื่องละเอียดยิบและการแปลความหมาย ตีความวรรณกรรมที่ถูกคัดสรรโดยตัวคุณอุทิศ ตอนนั้นเราจำได้ว่าตัวเองอ่านไปถึงตอนของ Yasunari Kawabata ผู้เขียนเรื่องสั้น แขนนาง (One Arm) ซึ่งคุณอุทิศบอกว่ามันออกจะแฟนตาซีและเหนือจริงเป็นอย่างมาก เป็นเรื่องราวของชายผู้หนึ่งที่ใช้บริการหญิงสาวเพียงแขนข้างเดียว เธอถอดแขนขวาออกมาให้เขาตระกองกอดเพื่อข้ามพ้นค่ำคืนอันเหน็บหนาวเปล่าเปลี่ยว โดยแขนข้างนั้นมีชีวิตของมันเอง มันสามารถเคลื่อนไหวได้และสนทนากับเขาได้ และจากการอ่านความเรียงนี้จึงทำให้เราได้รู้ว่าหากนักเขียนญี่ปุ่นเขียนอะไรที่เหนือจริง พิสดารเหลือคณานับให้เดาไว้ก่อนเลยว่าต้องมีรหัสหรือสัญญะอะไรซ่อนอยู่แน่นอน แล้วพอเริ่มมาอ่านของมูราคามิก็พบว่าเออจริงว่ะ 5555 มีอะไรซุกซ่อนอยู่เต็มไปหมด
OLYMPUS DIGITAL CAMERA

 


กลับมาที่หนังสือ Men Without Women อีกครั้ง  ใน 7 เรื่องสั้นนี้เราชอบมากๆอยู่ 2 เรื่องด้วยกันคือ คิโนะ และ อวัยวะเอกเทศ เริ่มจากอวัยวะเอกเทศก่อน มันเป็นเรื่องเกี่ยวกับ ‘โทคะอิ’ แพทย์ศัลยกรรมความงาม รูปหล่อ พ่อรวย ไม่เคยขาดแคลนผู้หญิงที่คบหาในเชิงชู้สาวเลยแต่ก็ไม่เคยปักหลักกับใครจริงจัง เขาผู้ซึ่งแยกเอาหัวใจออกจากร่างกาย ไม่เคยมีความรู้สึกลึกซึ้งกับใครแม้สัมพันธ์ทางกายจะโหมกระหน่ำรัดรึงอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันกับสตรีไม่ซ้ำหน้า กระทั่งเขาได้รู้จักการตกหลุมรักเป็นครั้งแรกกับผู้หญิงที่มีเจ้าของแล้วแถมยังมีลูกอีกด้วย ซึ่ง.. มันเป็นการตกหลุมรักที่รุนแรงมากและสำหรับเราคิดว่าถือเป็นเรื่องใหญ่มากจริงๆสำหรับคนที่ไม่เคยมีความรักมาก่อนแม้จะเป็นผู้ใหญ่ที่เต็มไปด้วยประสบการณ์หรือวุฒิภาวะมากมายใดๆก็ตามอย่างโทคะอิ

เรื่องสั้นเรื่องนี้ทำให้เข้าใจเลยว่าเจ็บเจียนตายนั้นเป็นอย่างไร อ่านไปยังเจ็บไปด้วยเลย เจ็บจนพูดอะไรไม่ออก และบทลงเอยของเขาเรารู้สึกว่าไม่ได้เกินจริงเลยแม้แต่น้อย เวลาที่เราตกหลุมรักใครคนหนึ่งมักเป็นเรื่องที่บ้าคลั่งเสมอ ความรักมันจะแทรกซึมอยู่ในทุกๆอณูผิวหนังของเรา และในยามที่ผิดหวังกับรักนั้นตัวเราควรทำอย่างไรเล่า.. เพราะต่อให้ต้องลอกผิวหนังออกมาก็คงไม่อาจแก้ไข หยุดยั้ง หรือทำให้เราลืมเค้าไปจากใจได้.

OLYMPUS DIGITAL CAMERAOLYMPUS DIGITAL CAMERAOLYMPUS DIGITAL CAMERA

ต่อกันด้วยเรื่อง ‘คิโนะ’

ซึ่งเป็นเรื่องที่เราชอบที่สุดในบรรดาเรื่องสั้นทั้ง 7 เรื่อง เพราะมันเป็นเรื่องที่เริ่มมาเรียบๆเหมือนไม่มีอะไร ก็แค่ผู้ชายคนหนึ่งที่หนีภรรยามาเปิดร้านเหล้าในต่างจังหวัดหลังจากเห็นตำตาว่าภรรยากำลังร่วมรักกับเพื่อนร่วมงานของตน มันราบเรียบมากเสียจนเราคิดว่าผู้ชายที่ชื่อคิโนะคนนี้เนี่ยอะไรจะเย็นชาด้านชาขนาดนั้น สามารถพูดถึงเรื่องที่ภรรยานอกใจได้อย่างไร้อารมณ์เป็นที่สุด เหมือนกับบรรลุนิพพานไปแล้ว เป็นพระเหรอหรืออะไร ไม่เจ็บบ้างเลยเหรอ แถมยังบอกว่าผิดที่ตัวเองกลับบ้านเร็วไปหน่อยก็เลยไปเห็นทั้งสองคนคบชู้เข้า พูดคุยกับภรรยาเรื่องหย่าได้หน้าตาเฉย ไม่ว่าอะไรเลย ไม่เข้าใจสุดๆ อ่านแล้วรู้สึกว่าอะไรของเค้าเนี่ย

กระทั่งวันหนึ่งจู่ๆผู้หญิงคนหนึ่งก็ปรากฎตัวขึ้นที่ร้านเหล้าของเขาพร้อมกับการมาถึงของ ‘งู’ ตัวพระเอกของเรื่องเจองูหลายตัวอยู่รอบๆบ้านตัวเองหลายครั้งจนเป็นที่น่าวิตก แล้วจากนั้นเรื่องราวทุกอย่างถลำลึกเข้าสู่เรื่องพิศวงที่ชวนให้สยองพองเกล้ามากๆสำหรับตัวเราที่เป็นคนขี้กลัวผีสุดๆแต่จู่ๆมูราคามิก็หลอกล่อให้เรามาอ่านเรื่องผีซะงั้น 555 แต่จะว่าผีมันก็ไม่เชิงแต่มันมีความเหนือจริงและบรรยากาศในเรื่องที่ชวนให้คิดว่าการมาถึงของผู้หญิงคนใหม่คนนั้นเหมือนอะไรก็ตามที่ตามหลอกหลอนเขาอยู่ ซึ่งอะไรที่เราว่าก็ให้อารมณ์เหมือนผีมากเลยอะ และอย่างที่บอกว่าถ้านักเขียนญี่ปุ่นเริ่มจะแฟนตาซีแสดงว่าอาจจะมีอะไรซ่อนอยู่แน่ๆ

Related For Black Snake Background Wallpaper

ด้วยความสงสัยเราจึงได้ทำการค้นหาว่า ‘งู’ ในวรรณกรรมนั้นเปรียบได้หรือมีความหมายอย่างไรบ้าง ซึ่งความหมายนั้นมีหลากหลายมากดังนี้

งู เป็นตัวแทนของ ความอุดมสมบูรณ์,การผิดศีลธรรม,ล่อลวง,โกหก,
เรื่องวุ่นวายยุ่งเหยิง,
การเยียวยา,การคุ้มครอง,ยาพิษ,ยารักษา,การแก้แค้น

จะเห็นได้ว่าในวรรณกรรม-งูมีความหมายทั้งเป็นบวกและเป็นลบเลยทีเดียว แต่ถ้าจะให้โยงใยกับเนื้อเรื่องเราคิดว่างูและผู้หญิงคนนั้นเป็นเหมือนตัวแทนของความเจ็บปวดจากเรื่องผิดศีลธรรม เป็นเหมือนพิษจากความรักที่ตัวคิโนะพยายามจะหลีกหนีมาตลอดทั้งเรื่องหลังจากที่ถูกภรรยาทรยศ ซึ่งเราจะเห็นได้ตั้งแต่ต้นเรื่องว่าเค้าหนีจริงๆ หนีมาตลอด ตั้งแต่เห็นภรรยากระทำการผิดศีลธรรมกับตาแต่ไม่พูดอะไรเลย แค่หนีมาแค่นั้น แล้วก็ตอบสนองกับเหตุการณ์นั้นด้วยอารมณ์เฉยชาเหมือนกับว่าตนไม่รู้สึกอะไรสักนิด ทว่าความเศร้าใจและความเจ็บปวดนั้นไม่ต่างจากวิญญาณที่คอยหลอกหลอนเรา ยามที่คิดจะลืมแต่กลับจำ หวนคืนกลับมาย้ำเตือนเราได้ทุกครั้งไม่ว่าที่ไหนเมื่อไหร่ มันจึงเป็นที่มาของฉากๆหนึ่งที่ค่อนข้างขนลุกเลยสำหรับเรา (ต้องไปอ่านเอาเองนะคะ)

แต่ในขณะเดียวกันงูก็หมายถึงการเยียวยาด้วยเช่นกัน ซึ่งตรงนี้มูราคามิทำให้เราจี๊ดใจมากๆอีกแล้ว นั่นก็คือต่อให้คุณพยายามหนีความเจ็บปวดมากเท่าไหร่มันก็จะยิ่งตามหลอกหลอนคุณเหมือนวิญญาณร้ายที่หมายจะคร่าชีวิตคุณมากเท่านั้น มันยิ่งอยากตามติดชิดเราเหมือนเงาตามตัว หนทางหนีน่ะเหรอไม่มีหรอก มีแต่ต้องเผชิญหน้าเท่านั้น ในตอนท้ายของเรื่อง..คิโนะได้ร้องไห้ออกมาในที่สุด เป็นครั้งแรกที่ตัวละครแสดงอารมณ์อื่นนอกจากเรียบเฉยออกมาเพราะเค้าได้ตระหนักแล้วว่าหนทางเดียว..หนทางแรกที่จะเยียวยาตนได้ก็คือต้องยอมรับความเจ็บปวดให้ได้ เท่านั้นเอง.


เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย :

  • ถึงจะเป็นรวมเรื่องเศร้าแต่ก็พบว่าอ่านเพลินได้โดยไม่มีการหยุดชะงักเพราะสไตล์ของมูราคามิที่ไม่อาจคาดเดาเนื้อเรื่องได้ คิดไม่ออกเลยจริงๆว่าเค้าสรรหาแต่ละไอเดียแต่ละฉากแต่ละตอนมาจากไหน ทำไมจึงมีอะไรมาทำให้เราแปลกใจได้ตลอด แต่นี่ก็เป็นเหตุผลหลักที่ทำให้เราตกหลุมรักมูราคามิแหละนะ
  • หนังสือเล่มนี้มีอีกเล่มที่ชื่อเหมือนกันเด๊ะๆเลยแต่คนเขียนคนละคน คือ Men Without Women ของ เออร์เน็ต เฮมิงเวย์ (Ernest Hemingway) ซึ่งมูราคามิเองก็ได้พูดเกี่ยวกับเรื่องนี้ในบทนำของหนังสือ เขาบอกว่าตามจริงแล้วชื่อเรื่องของเฮมิงเวย์น่าจะแปลว่า ‘พวกผู้ชายยามไม่เกี่ยวข้องกับสตรี’ มากกว่าจะแปลว่า ‘พวกผู้ชายที่ชีวิตปราศจากสตรี’ ถึงจะใกล้เคียงกับความหมายของต้นฉบับ ซึ่งเราก็ได้อ่านบางส่วนบางตอนของเฮมิงเวย์แล้วเหมือนกันก็เห็นด้วยตามนั้น แม้ชื่อจะเหมือนแต่หนังสือของมูราคามิว่าด้วยเรื่องราวธรรมดาสามัญกว่าของบรรดาชายที่คนรักจากไป แล้วเราก็รู้สึกว่าของเฮมิงเวย์อ่านยากมากสำหรับเราค่ะหรือมันเป็นเรื่องเกี่ยวกับผู้ช้ายผู้ชายเกินไปไม่รู้ก็เลยอ่านไม่จบซักที 555