นักผจญเพลิงหญิงและไฟป่าในแคลิฟอร์เนีย

 

ว่าด้วยเรื่องไฟป่าแคลิฟอร์เนียที่เป็นข่าวใหญ่โตเมื่อไม่กี่วันก่อน เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้เห็นคลิปเหตุการณ์นั้นผ่านตากันมาบ้าง สำหรับเราครั้งแรกที่เห็นคลิปในทวิตเตอร์ก็รู้สึกตกใจ แต่ก็คงเหมือนกับอีกหลายคนที่รู้สึกว่ามันช่างไกลตัวเราเหลือเกิน เมื่อก่อนก็คงคิดแบบนั้น แต่หลังจากที่ทิฟฟานี่ตัดสินใจไม่ต่อสัญญากับ SM แล้วกลับไปเรียนต่อด้านการแสดงที่บ้านเกิดอย่างลอสแองเจลิส,รัฐแคลิฟอร์เนียจึงทำให้เรารู้สึกเป็นห่วงและสนอกสนใจในข่าวนี้ขึ้นมาทันที พอว่างก็เลยได้หาข้อมูลและดูสารคดีเกี่ยวกับนักผจญเพลิงของรัฐแคลิฟอร์เนียเลยได้รู้อะไรที่เป็นประโยชน์มากมายทีเดียว วันนี้จึงอยากมาแชร์ให้ท่านได้ทราบกันหวังว่ามันจะเป็นประโยชน์ไม่มากกก็น้อย

Screen Shot 2560-12-10 at 17.40.29

สารคดีที่เราดูก็คือสารคดี ‘FIRE CHASERS’ ของ Netflix มีทั้งหมด 4 ตอนด้วยกัน ทีแรกตอนเห็นทีเซอร์โปรโมทก็ยังคิดอยู่เลยว่ามันก็ดูเท่ดีแต่ก็ยังไม่ใช่อะไรที่สนใจ อย่างที่บอกว่าเรื่องไฟไหม้นั้นสำหรับเราเป็นเรื่องไกลตัวมาก ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงทำให้คิดแบบนั้นได้ แต่พอได้มาดูก็เข้าใจว่าที่เค้าต้องทำสารคดีนี้ขึ้นมาเป็นเพราะว่ามันสำคัญมากจริงๆ เรื่องไฟป่าสำหรับแคลิฟอร์เนียแล้วไม่ใช่เรื่องใหม่อะไร แต่บ้านเมืองเค้ากำลังเผชิญกับปัญหานี้ยาวนานมา 5 ปีแล้ว และมันก็เริ่มเลวร้ายมากขึ้นเรื่อยๆตั้งแต่ปี 2015 ตอนที่สภาพอากาศเริ่มแห้งแล้งถึงขีดสุด จากนั้นก็เริ่มร้อนขึ้นเรื่อยๆในปี 2016 จนมาถึง 2017 ฤดูแล้งของแคลิฟอร์เนียยาวนานและเกิดไฟป่าบ่อยครั้งจนเค้าไม่เรียกมันว่าฤดูร้อนแล้ว เรียกฤดูไฟป่าเลยแล้วกัน ซึ่งฤดูนี้ยาวนานถึง 80 วัน แล้วมันก็เริ่มแล้งเร็วขึ้นๆในทุกๆปี นี่เป็นสิ่งที่นักผจญเพลิงในแคลิฟอร์เนียกังวลกันอยู่

fire-latest

หลายฝ่ายสรุปว่าที่เป็นแบบนี้นั่นเป็นเพราะภาวะโลกร้อนที่ทำให้ภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงและโหดร้ายมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ทำไมแคลิฟอร์เนียถึงต้องกังวลกับอากาศร้อนมากเป็นพิเศษด้วย? 

นั่นเป็นเพราะที่นี่มีภูมิอากาศแบบเมอริเตอเรเนียน ก็คือ อบอุ่นในฤดูหนาว ร้อนจัดในฤดูร้อน มีปริมาณฝนปานกลางและฝนมักตกในฤดูหนาว จากคำพูดของคน LA เองยังบอกเลยว่าพวกเค้าไม่คุ้นเคยกับฝนเท่าไหร่นัก นั่นเพราะมันไม่ได้ตกบ่อยถึงขนาดทำให้รู้สึกชิน แต่การที่มันไม่ตกเลยนี่ล่ะที่ทำให้เป็นปัญหา เพราะพืชพรรณที่จะสามารถมีชีวิตอยู่รอดได้นานในภูมิอากาศแห้งแล้งยาวนานในฤดูร้อนและความชื้นอย่างมากในฤดูหนาวหลักๆก็คือ สน,โอ๊ก,ไม้พุ่มเตี้ยต่างๆ และ หญ้า แคลิฟอร์เนียถึงขั้นมีชื่อเล่นว่า “The Golden State” เพราะมีทุ่งหญ้ากินพื้นที่จำนวนมากในพื้นที่ต่างๆของรัฐและมันเปลี่ยนเป็นสีทองอร่ามในฤดูแล้ง ซึ่งพืชเหล่านี้แหละที่เป็นเชื้อเพลิงชั้นดีเลยทีเดียว

Screen Shot 2560-12-10 at 18.00.22

Screen Shot 2560-12-10 at 17.58.52

อีกทั้งข้อมูลในสารคดียังบอกอีกว่า ‘ด้วงเจาะเปลือกไม้สน’ เองก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดไฟป่าในแคลิฟอร์เนียด้วยเช่นกัน ด้วงพวกนี้มีอยู่ในธรรมชาติ ขนาดเล็กเท่าเมล็ดข้าว มันมีอยู่ทั่วไปแต่เมื่อมันรวมตัวกันเป็นฝูงและเกิดภัยแล้งร่วมด้วยจึงเป็นปัญหายิ่ง

ปกติแล้วเวลาที่ด้วงเจาะเข้าไปในต้นไม้ที่แข็งแรง ต้นไม้จะดันด้วงออกด้วยการดันน้ำเลี้ยงกับยางให้ออกมาแข็งตัวปิดส่วนนั้นและผลักด้วงออกไปจากลำต้น แต่เมื่อต้นไม้พวกนี้อ่อนแอหลังเจอภัยแล้งมาตลอด 4 ปีเต็ม มันกระหายน้ำ ขาดน้ำหล่อเลี้ยง สู้กับด้วงไม่ได้ หากถูกทำลายมากๆใบไม้จะร่วง ทรุดโทรม กิ่งแห้งและตายในที่สุด เดิมจากที่ต้นไม้ต้องตายเพราะภัยแล้งกว่า 66 ล้านต้นก็ยิ่งเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆซึ่งเสี่ยงจะเกิดการเผาไหม้ได้ง่ายๆ ถึงขนาดที่หากวันดีคืนดีฟ้าเกิดผ่าลงมาก็สามารถเกิดไฟป่าลุกลามกินพื้นที่จำนวนมากของรัฐได้เลย

1060x600-f9da02b7422e98b07bdffc9e01dde93f
(ภาพจาก washingtonexaminer.com)

เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2017 ที่ผ่านมา นาย Jerry Brown ผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนีย,เดโมแครต ออกมาให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวถึงเหตุการณ์ไฟป่าครั้งล่าสุดว่า ทางรัฐจำเป็นต้องมีทรัพยากรและเครื่องมือต่างๆและจำนวนนักผจญเพลิงที่มากพอเพื่อจะรับมือกับสถานการณ์นี้ อีกทั้งยังต้องมีมาตราการการจัดการพืชพรรณและพื้นที่ป่าและทำทุกทางเพื่อให้เรายังคงอาศัยอยู่ในสถานที่งดงามแห่งนี้ได้ แต่ที่นี่กำลังร้อนขึ้นและร้อนขึ้นเรื่อยๆ

ซึ่งพออ่านสัมภาษณ์ที่พูดถึงการจัดหาและฝึกฝนนักผจญเพลิงเพิ่มแล้ว ย้อนกลับมาที่สารคดี FIRE CHASERS กันอีกครั้งหนึ่ง ตัวสารคดีเองก็ได้พูดถึงเรื่องนี้เหมือนกัน โดยที่เมืองโคโรนาทางตอนใต้ของแคลิฟอร์เนียนั้น ได้มีโครงการเปิดโอกาสให้นักโทษในทัณฑสถานหญิงได้สมัครเข้าฝึกฝนเป็นนักผจญเพลิงเพื่อหากำลังเสริม โดยที่นักโทษที่มาสมัครนั้นมาด้วยเหตุผลอยากจะบำเพ็ญประโยชน์ระหว่างที่กำลังทำทัณฑ์บนหรืออยากจะเป็นคนที่ดีขึ้น อยากทำตัวให้มีคุณค่าลบล้างอดีตเดิมๆก็ตามแต่

สัมภาษณ์จากผู้ที่คอยฝึกฝนเหล่านักโทษหญิงให้เป็นนักผจญเพลิงบอกว่านักโทษหลายคนรู้สึกว่าชีวิตตัวเองไร้ค่า พวกเธอรู้สึกผิดต่อครอบครัวและลูกๆ ดังนั้นการได้ออกจากเรือนจำแล้วทำอะไรสักอย่างเพื่อปกป้องทรัพย์สินและประชาชนจึงมีค่าต่อพวกเธอมาก หลังเสร็จสิ้นภารกิจผู้คนจะขอบคุณและปฏิบัติตนกับพวกเธอดังเช่นนักผจญเพลิงคนหนึ่งสมควรได้รับ ไม่ใช่ในฐานะนักโทษหญิง ซึ่งเรารู้สึกว่านี่เป็นอะไรที่น่าสนใจมากๆ เวลาที่เราเห็นอะไรเกี่ยวกับการให้โอกาสผู้หญิงมักจะอดเขียนถึงไม่ได้จริงๆค่ะ แล้วเราก็เพิ่งรู้ด้วยว่าผู้หญิงก็เป็นนักผจญเพลิงได้เหมือนกัน เท่มากๆเลย

Screen Shot 2560-12-10 at 18.20.34

Screen Shot 2560-12-10 at 18.39.07

Screen Shot 2560-12-10 at 18.24.15
พวกเธอเข้ารับการสอบและฝึกฝนร่างกายอย่างหนักไม่ต่างจากนักผจญเพลิงทั่วไป 

ในสารคดีมีฉากหนึ่งที่เหล่านักโทษหญิงที่ผ่านการฝึกฝนจนเป็นนักผจญเพลิงเต็มตัวแล้วได้นั่งรถออกมาสู่โลกภายนอกครั้งแรก หลายคนตื่นเต้นกันใหญ่เพียงแค่ตัวเองกำลังอยู่ในรถซึ่งแล่นอยู่บนถนนนอกเรือนจำ บางคนถึงขั้นเมารถเพราะว่าไม่ได้นั่งรถมาตั้งแต่ 2011 หลังจากรับโทษมา และพวกเธอบอกว่าไม่ได้หวังจะได้ออกมาเดินเล่นอย่างอิสระ แค่การได้ออกมาสูดอากาศนอกเรือนจำและการได้รับการปฏิบัติในฐานะมนุษย์คนหนึ่งจากเหล่าตำรวจดับเพลิงที่คอยควบคุมดูแลพวกเธออยู่ แค่ได้ออกจากคุกมาใช้ชีวิตที่สถานีนั่นก็มากเพียงพอแล้ว

Screen Shot 2560-12-10 at 18.05.21

Screen Shot 2560-12-10 at 18.06.04

นอกจากนั้นในสารคดียังพูดถึงวิธีการดับไฟป่าซึ่งเราคิดว่าได้รู้ไว้ประดับตัวก็คงเป็นเรื่องดีเหมือนกัน ใครจะรู้.. จู่ๆยิ่งดูไปเรื่อยๆก็ยิ่งตระหนักขึ้นมาได้ว่าเรื่องของ ‘ไฟ’ นั้นไม่ใช่เรื่องไกลตัวอย่างที่คิด

อย่างแรกเลยเวลาที่เกิดไฟไหม้บนเนินเขาหรือในสถานที่ที่นักผจญเพลิงไม่สามารถใช้สายฉีดดับเพลิงหรือนำรถดับเพลิงเข้ามาในพื้นที่ได้ อุปกรณ์ที่สำคัญในการดับไฟเบื้องต้นคือ จอบ,คราดและเลื่อยไฟฟ้า พวกเขาจะต้องทำการสร้างแนวป้องกันไฟขึ้นมาด้วยการถางหญ้า ตัดกิ่งไม้พุ่มที่จะทำให้ไฟลุกลามจนเหลือแต่หน้าดินเพื่อที่จะหยุดการเผาไหม้ของมัน จากนั้นเฮลิคอปเตอร์จะบินโฉบมาปล่อยน้ำจำนวนมากเพื่อดับไฟตามจุดต่างๆ

Screen Shot 2560-12-10 at 18.10.28

Screen Shot 2560-12-10 at 18.10.32

แต่มันก็มีอีกหลากหลายวิธีเหมือนกันที่ทำให้รู้สึกทึ่งเพราะเป็นความรู้ใหม่ที่ไม่เคยรู้มาก่อน เช่น วิธีใช้ไฟดับไฟ หรือที่เรียกกันว่า ‘จุดไฟให้มอด’

Screen Shot 2560-12-10 at 19.18.30

การจุดไฟให้มอด คือ การเผาบริเวณแถบหนึ่งให้พื้นดินไหม้จนดำ พอแนวขอบไฟหลักลามมาถึงบนพื้นที่ไหม้หมดแล้วมันก็จะเย็นลง นี่ช่วยให้คุณรักษาสิ่งปลูกสร้างไว้ได้

Screen Shot 2560-12-10 at 19.19.25

หรืออีกวิธีคือ การสร้างแนวดับไฟ คือการขุดดินลงไปถึงชั้นดินที่เป็นแร่ธาตุล้วนๆให้เป็นแนวกว้าง และจะยิ่งดีหากมีการเพิ่มพื้นที่กันชนเพื่อให้มีบริเวณที่ไฟไหม้ได้น้อยลง ยิ่งขุดให้แนวกว้างขึ้นเท่าไหร่ก็จะยิ่งทำให้แนวควบคุมไฟกว้างขึ้นเท่านั้น เรียกว่าการใช้พื้นที่สีเขียวสู้กับพื้นที่สีดำ ไม่ให้มีอะไรไหม้ในพื้นที่สีเขียว ทำให้รู้ว่าไฟนั้นไม่ได้ดับได้ด้วยน้ำเพียงอย่างเดียว แต่ยังสามารถดับได้ด้วยดินและไฟด้วยกันเองอีกด้วย

มาถึงตรงนี้ก็ทำให้สงสัยว่า..แล้วตอนจบมันอยู่ตรงไหน?

หรือสุดท้ายแล้วมันจะจบลงอย่างไร ในเมื่อต่อให้เราเร่งปลูกต้นไม้ให้มากขึ้น ต่อให้เพิ่มนักผจญเพลิงและเครื่องมือดับเพลิงขึ้นอีกหลายเท่า แต่โลกก็ไม่มีเวลามากพอจะให้เราได้เอาชนะมันอีกต่อไปแล้วใช่หรือไม่

ในตอนต้นของสารคดี นาย Randy Hanvelt หัวหน้างานเขต 2 ของแคลิฟอร์เนีย ได้พูดประโยคหนึ่งซึ่งทำให้เราฉุกใจคิดขึ้นมาได้นิดหนึ่งถึงความเห็นที่ต่างออกไป เขาบอกว่าเขาไม่คิดว่าการเกิดไฟป่านั้นเกิดจากภาวะโลกร้อนโดยตรง เพียงแต่ภาวะโลกร้อนเป็นตัวเร่งเวลาทำให้มันเกิดเร็วขึ้น “สภาพอากาศเปลี่ยนแปลงมานานเกินนับได้ เราเคยมียุคน้ำแข็ง สิ่งมีชีวิตในยุคที่อากาศหนาวเหน็บตอนนั้น ถ้าไม่ปรับตัวในถิ่นที่อยู่ของมันก็ย้ายถิ่นไปยังที่ที่พวกมันปรับตัวได้ ไม่ก็ตายไป นี่คือข้อสรุปที่ไม่ควรพูดถึงของผม เป็นคำถามที่ไม่มีคำตอบ ผมต่อสู้กับตัวเองเพื่อตอบคำถามนี้… การที่เราพยายามรักษาทุกอย่างให้คงอยู่บนโลกนี้ เป็นสิ่งที่ถูกต้องหรือไม่?

สำหรับตัวเรานั้น ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องการป้องกัน ปรับตัว จัดการทรัพยากรอะไรทั้งนั้น สิ่งที่น่ากังวลที่สุดก็คือแม้แต่ตัวเราเองยังรู้สึกเฉยๆกับเหตุการณ์นี้ในทีแรกที่เห็นเพราะคิดว่ามันเป็นเรื่องไกลตัวและคงไม่มีวันเกิดขึ้นกับเรา แต่ที่น่ากลัวกว่าก็คือหลังจากภัยธรรมชาติทั้งหลายแหล่ได้เกิดขึ้นนับครั้งไม่ถ้วนช่วงหลายปีให้หลับมานี้ เรารู้สึกว่าผู้คนเริ่มคุ้นชินกับมัน เห็นมันเป็นเรื่องปกติธรรมดาจนชินตา แล้วก็เพิกเฉยต่อมัน แม้แต่ผู้ที่อยู่ในพื้นที่ประสบปัญหาเองก็ยังเป็นไปด้วย พวกเราแค่ปล่อยให้มันเกิดขึ้น แก้ไขมัน ตั้งตัวใหม่หลังบาดแผลหายดี แต่ไม่เคยคิดถึงการแก้ไขปัญหาในระยะยาว ยังคงปฏิบัติตนซ้ำๆ ดำเนินชีวิตเช่นเดิมทุกวัน หากประสบภัยก็รักษาแผลให้หายแล้วเริ่มใหม่ วนเวียนไปอย่างนี้เหมือนวงจรอุบาทว์ แล้วถ้าหากวันหนึ่งเราไม่มีโอกาสได้กลับมาเริ่มใหม่อีกแล้วจะเป็นยังไง?

หากวันหนึ่งธรรมชาติบอกว่านี่เป็นการเอาคืนครั้งสุดท้าย

แล้วจะเริ่มใหม่อย่างไรเล่า…?

แหล่งข้อมูลและเว็บไซต์อ้างอิง :