เกาหลี ; เป็นผู้หญิงมันอยู่ยาก

8 Min. READ :

หมายเหตุ : การเขียนบทความนี้ไม่ได้มีเจตนาสร้างความขัดแย้งแต่อย่างใด เพียงต้องการบอกเล่าเรื่องราวข่าวเหตุการณ์ที่ตัวเองสนใจเท่านั้น

เมื่อไม่นานมานี้ได้เกิดการถกเถียงกันในประเด็นความเท่าเทียมทางเพศในเกาหลีใต้จนเรียกได้ว่าเป็นสงครามย่อมๆระหว่างเพศเลยทีเดียว มีการถกกันทั้งต่อหน้าและในโลกออนไลน์ โดยเหตุการณ์นี้เริ่มมาจากกรณีเหตุฆาตกรรมหญิงสาวถูกแทงในห้องน้ำของสถานีกังนัมซึ่งเป็นย่านที่หรูหราและปลอดภัยที่สุดในโซล โดยชายผู้ก่อเหตุให้เหตุผลในการฆาตกรรมครั้งนี้ว่าเป็นเพราะ ‘ผู้หญิงเคยปฏิบัติไม่ดีต่อเขา’ คำพูดนั้นกลายเป็นน้ำมันที่ราดกองไฟให้ลุกโชน

h_52769462
โพสต์อิทจากผู้คนที่มาไว้อาลัยหญิงสาววัย 23 ปีที่ถูกแทงในสถานีกังนัม (ภาพจาก https://qz.com)

จากบล็อกก่อนของเรา เรื่องของธนบัตรที่แฝงสัญลักษณ์การกดขี่ทางเพศและขงจื๊อที่เป็นรากฐานในการดำเนินชีวิตของคนเกาหลี  คงพอจะทำให้ทราบคร่าวๆว่าผู้หญิงในเกาหลีใต้นั้นถูกจำกัดสิทธิ์,ถูกกดขี่และพยายามที่จะเรียกร้องสิทธิของตนเองมาตลอดเป็นระยะเวลาหลายสิบปีมาแล้ว

กรณีเหตุฆาตกรรมดังกล่าวยิ่งเป็นการตอกย้ำความคิดแบบ Misogyny หรือ ความเกลียดชังผู้หญิง ของผู้ชายในเกาหลีใต้ให้เราได้รู้ว่ามันมีอยู่จริงแม้พวกเขาจะพยายามปฏิเสธมันอย่างไรก็ตาม ทว่าหลักความคิดนี้มันไม่ได้แสดงออกมาในรูปแบบของความรุนแรงเสมอไป มันฝังรากลึกมาพร้อมกับคำสอน ขนบธรรมเนียมโบราณจนยากจะถอนรากถอนโคน

ย้อนไปเมื่อสมัยก่อน หลายท่านคงเคยดูละครพีเรียดของเกาหลีใต้ จะพบว่าเมื่อก่อนผู้หญิงมีอิทธิพลมากมาย หลายครั้งที่ละครพีเรียดเลือกผู้หญิงเป็นตัวเอกในการดำเนินเรื่อง เพราะในสมัยก่อนแม้ในวัฒนธรรมชายเป็นใหญ่แต่ผู้หญิงก็ยังคงมีสิทธิ์มีเสียงอยู่บ้าง

จนกระทั่งเข้าสู่ราชวงศ์โชซ็อน (1392-1910)…ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป

ในยุคนั้นภรรยาไม่สามารถขอหย่าได้ แต่หากสามีนึกจะหย่ากลับทำได้ทันที ผู้หญิงต้องเชื่อฟังคำสั่งผู้ชายอย่างเคร่งครัด ไม่สามารถสืบทอดมรดกและถูกห้ามให้ยุ่งกับกิจการนอกครัวเรือน

ถ้าเธอรู้หนังสือ เธอจะไม่เชื่อฟังสามี

โดยเฉพาะในสมัยพระเจ้าเซจงมหาราชซึ่งเป็นยุคที่ลัทธิขงจื๊อเฟื่องฟูนั้น สถานะของผู้หญิงได้ถดถอยลงจนเรียกว่าตกต่ำ มีการประกาศห้ามผู้หญิงย่างกรายเข้าเขตวัด ที่โดนหนักที่สุดคือเหล่าผู้หญิงสูงศักดิ์ ถึงขั้นมีประมวลกฎหมายออกมาว่าห้ามหญิง ซาจก หรือชนชั้นยังบัน (ชนชั้นสูง) เข้าร่วมเทศกาลตามภูเขาหรือริมแม่น้ำ รวมถึงประกอบพิธีกรรมต่างๆ มิเช่นนั้นจะต้องถูกเฆี่ยน 100 ครั้ง

ในศตวรรษที่ 18 รัฐบาลมีการตีพิมพ์หนังสือ ‘ยอซาซอ’ ซึ่งก็คือวรรณกรรมเชิดชูหญิงในอุดมคติแบบขงจื๊อใหม่ที่ต้องอ่อนน้อมพร้อมรับใช้ อยู่ในศีลธรรม ต้องปรนนิบัติสามีและพ่อแม่ของสามี ทั้งยังถูกคาดหวังให้คลอดบุตรชาย เพราะการไม่มีบุตรชายถือเป็นความผิดภรรยา และสามารถใช้เป็นเหตุให้หย่าร้างได้ ไม่พอยังมีกฎบังคับให้ผู้หญิงต้องปิดใบหน้าทุกครั้งที่ออกจากบ้านด้วย (ไม่น่าเชื่อว่าสังคมแบบในนิยาย The Handmaid’s Tale นั้นมีอยู่จริง)

https://en.wikipedia.org/wiki/Symposium_(Plato)

เราพบเห็นกรณีเช่นนี้บ่อยครั้งเมื่อย้อนกลับไปศึกษาประวัติศาสตร์ เหตุเพราะว่ากฎหมายหรือหนังสือสมัยเก่าก่อนล้วนถูกเขียนขึ้นโดยผู้ชาย  ตัวอย่างเช่นทางฝั่งตะวันตกเองก็มีกรณีคล้ายๆกัน ในงาน Symposium ของเพลโตที่ใช้ศาสดาผู้หญิงอย่าง Diotima มาเป็นตัวหลักในการดำเนินเรื่องเพื่อสั่งสอนชี้แนะให้ผู้หญิงเชื่อฟังและอยู่ภายใต้ระบบของผู้ชายอย่างแยบยล ปฏิเสธไม่ได้ว่าหนังสือหรือหลักคำสอนต่างๆมีอิทธิพลอย่างยิ่ง

คุณจะเห็นได้ว่าผู้หญิงที่เป็นคนดังในเกาหลีใต้มักมีปณิธานหรือความฝันว่าอยากจะแต่งงานและเป็นคุณแม่ที่ดี แต่นั่นไม่ได้เรียกว่าความฝันทว่ามันคือหน้าที่ เป็นสิ่งที่พวกเธอจะต้องทำ ถ้าทำถึงจะได้รับการยอมรับและเชิดชู มันถูกปลูกฝังในตัวพวกเธอมาตั้งแต่เด็กว่ามันคือสิ่งที่ถูกต้องและจำเป็นต้องทำ หากพยายามคิดหรือทำอะไรนอกลู่นอกทางก็จะถูกประณามว่ากล่าวให้ได้อับอายขายหน้า

จากบทความของคุณ Mike Kim เราได้ยกตัวอย่างวิถีปฏิบัติที่ผู้หญิงเกาหลีต้องเผชิญในสังคมชายเป็นใหญ่มาส่วนหนึ่ง นี่คือสิ่งที่พวกเธอต้องพบเจอบ่อยครั้งในชีวิตประจำวัน

  • พวกเธอจะถูกถามอายุก่อนทุกครั้งในการสัมภาษณ์งานหรือการพบปะกันครั้งแรก
  • พวกเธอจำเป็นต้องแนบรูปโปรไฟล์ในการสมัครงาน (หลายครั้งที่ถูกคัดเลือกโดยหน้าตา)
  • พวกเธอจะถูกถามถึงแพลนของการตั้งครรภ์ระหว่างสัมภาษณ์งาน
  • ถูกถามว่า ‘น้ำหนักขึ้นรึเปล่า?’
  • ถูกขอให้ใช้แอคโย (ทำเสียงน่ารัก,ทำตัวน่ารัก) ในที่ทำงาน
  • ถูกมองในแง่ของการเป็นวัตถุทางเพศมากกว่าจะมองว่ามีเลือดเนื้อตัวตน มีความรู้สึก
  • ถูกถามว่าโสดรึเปล่าแม้กระทั่งในที่ประชุม
  • ล้อเลียนต่อว่าหรือประชุมครั้งหน้าอาจต้องไปเจอกันที่โฮสเทสบาร์ดี? (คล้ายๆอาบ อบ นวดของไทย)
  • การส่งข้อความถามแฟนสาวว่า ‘เธอกลับบ้านปลอดภัยดีไหม’ แท้จริงแล้วหมายถึง ‘เธออยู่กับผู้ชายคนอื่นรึเปล่า?’
  • คาดหวังให้เธอทำอาหารเช้าให้ และลาออกจากงานเมื่อมีลูก
  • กำหนดเวลากลับบ้านของผู้หญิงทั้งที่พวกเธออยากจะกลับเมื่อไหร่ก็ได้
  • ขอให้พนักงานหญิงสั่งอาหารหรือไปซื้อข้าวกล่องมาให้แม้ว่าเธอจะมีงานต้องทำอยู่ก็ตาม
  • พนักงานหญิงต้องคอยทำความสะอาดโต๊ะทุกครั้งหลังประชุมเสร็จ
  • บังคับให้พวกเธอแต่งกายด้วยยูนิฟอร์มเสมอทั้งที่ผู้ชายไม่ต้อง (พนักงานธนาคาร)
  • ประจานหรือทำให้ผู้หญิงที่ไม่มีความเป็นแม่(หรือไม่สนใจจะมีครอบครัว)ให้ต้องรู้สึกผิดและอับอาย

ซึ่งคุณจะเห็นว่าแม้การกระทำข้างต้นไม่ใช่การกระทำที่รุนแรง ทว่ามันก็แสดงให้เห็นว่าผู้หญิงเกาหลีถูกครอบด้วยกรอบเหล็กของผู้ชายจนถึงขนาดที่พวกเธอไม่สามารถเลือกเองได้ว่าอยากจะเป็นโสดหรือไม่ หรือเวลาใดที่ควรจะตั้งครรภ์ ผู้หญิงมักถูกเรียกด้วยคำนิยามต่างๆเมื่อพวกเธอนึกอยากจะทำอะไรตามใจตัวเอง

  • Kimchi bitches : ไว้ใช้เรียกผู้หญิงที่ฝักใฝ่ความมั่งคั่ง(หรือชอบคนรวย),คิดว่าผู้ชายควรเป็นคนจ่ายค่าบ้านเมื่อแต่งงานกัน,ชอบออกเดทกับผู้ชายที่ขับรถหรูและซื้อของขวัญให้เสมอ,ออกเดทกับผู้ชายต่างชาติ,ผู้หญิงที่ทำศัลยกรรมแต่ทำเหมือนว่าแม่ให้มาล้วนๆ,ชอบของแบรนด์เนม,ไม่เห็นว่าการเข้ากรมของพวกผู้ชายเป็นเรื่องสำคัญ
  • Dead Older Sister : การทำแท้งทารกเพศหญิงที่เป็นที่นิยมจนถึงปี 1990 เพราะเชื่อว่าเด็กผู้ชายมีค่ามากกว่า
  • Bean paste girl หรือ Dwenjang girl ( มาจาก 된장 dwenjang ที่แปลว่าเต้าเจี้ยว) : หมายถึงผู้หญิงที่ไม่รวยจริงแต่ดันใช้ของแบรนด์เนม เพราะซุปเต้าเจี้ยวสำหรับเกาหลีถือว่ามีราคาถูกมาก เป็นเมนูสิ้นคิดที่ได้เยอะและราคาถูก คำนี้ไว้ใช้เรียกหญิงสาวที่อาศัยอยู่กับพ่อแม่ ประหยัดเงินแทบจะทุกวิถีทาง กินอาหารถูกๆเพื่อเก็บเงินไว้ซื้อกระเป๋าแบรนด์เนม แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้นจริงคำถามคือแล้วพวกเธอไม่มีสิทธิ์ที่จะทำหรือ? ไม่มีสิทธิ์ที่จะครอบครองของดีราคาแพงเพียงเพราะว่าเธอไม่ได้เกิดมาบนกองเงินกองทองใช่หรือไม่?

เกาหลีใต้ได้อันดับที่ 116 จาก 145 ประเทศในหัวข้อ Global Gender Gap ปี 2016 ผู้หญิงยังคงถูกกีดกันโอกาสในที่ทำงาน และช่องว่างระหว่างเงินเดือนของชายและหญิงที่เรียนจบมหาวิทยาลัยยังแตกต่างกันถึงร้อยละ 35 ซึ่งนับได้ว่าสูงที่สุดในกลุ่มประเทศ OECD (องค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ เป็นองค์กรระหว่างประเทศของกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว)

บนถนนยังปลอดภัยกว่าในบ้าน 

มีผู้หญิงมากมายถูกฆ่าตายหลังจากบอกเลิกหรือไม่ก็ถูกตามจากสตอกเกอร์ จนนิตยสารหลายฉบับต้องให้คำแนะนำวิธีการบอกเลิกที่ปลอดภัยให้แก่ผู้หญิง เช่น ต้องอย่าบอกเลิกในสถานที่ส่วนตัว ควรเลือกที่สาธารณะที่มีคนอยู่เยอะเผื่อว่ามีการทำร้ายร่างกายขึ้นมาคุณจะได้ร้องขอความช่วยเหลือได้ทันท่วงที,แจ้งตำรวจได้ทันทีเมื่อพบว่าถูกติดตามจากแฟนเก่า เป็นต้น

แน่นอนว่าในเกาหลีเองก็มีผู้ชายที่ให้เกียรติผู้หญิงและปฏิเสธความเชื่อเรื่อง Misogyny อยู่เป็นจำนวนมาก แต่เหตุใดถึงยังมีการวิพากษ์วิจารณ์หรือต่อต้านอย่างรุนแรงเมื่อผู้หญิงคนหนึ่งต้องการแสดงออกถึงความเป็นเฟมินิสต์ของพวกเธอแทบจะทุกครั้ง?

Screen Shot 2561-02-27 at 12.39.15

กรณีที่เป็นที่เป็นที่กล่าวขานมากที่สุดคงไม่พ้นกรณีของพนักงานหญิงคนหนึ่งในบริษัทเกมชื่อดังอย่าง Nexon ที่โพสต์ภาพตัวเองใส่เสื้อ “Girls do not need a Prince” ลงในโซเชียลเน็ตเวิร์กแล้วเธอถูกไล่ออกจากบริษัท หรือกรณีล่าสุดคือสาวนาอึน แห่งวง Apink โพสต์รูปเคสมือถือของเธอที่มีคำว่า “GIRLS CAN DO ANYTHING” เพื่อสนับสนุนแคมเปญของแบรนด์ ‘Zadig & Voltaire’ ที่เธอไปร่วมงานแฟชั่นวีคก็ถูกโจมตีอย่างหนักจนต้องลบรูปภาพไป ..ยังคงยากที่จะเชื่อว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในปี 2018 และเกิดในประเทศที่พัฒนาแล้วเป็นอันดับต้นๆของโลก

ทางด้านผู้ชายเองก็ออกมาเรียกร้องความยุติธรรมเหมือนกัน เช่นว่า การถูกบังคับให้เข้ากรมเพื่อปกป้องประเทศชาติของพวกเขาเป็นการเสียสละอย่างใหญ่หลวงเพราะฉะนั้นมันก็ถูกแล้วที่ผู้หญิงจะต้องตอบแทนด้วยการให้ความเคารพและปรนนิบัติอย่างดี,ผู้หญิงท้องได้รับเบี้ยเลี้ยงจากรัฐจำนวนมากไม่พอ พวกเธอยังต้องได้รับเงินค่าเลี้ยงดูจากสามีด้วยตามกฎหมาย,บางทีผู้หญิงเองนั่นแหละที่ใช้ข้ออ้างว่าตัวเองเป็นผู้หญิงเพื่อเอาเปรียบผู้ชาย เช่นการยกของหนัก หากต้องการความเสมอภาคแล้วทำไมถึงยกของหนักเองไม่ได้?

ที่น่ากลัวที่สุดก็คือการที่คนเกาหลีไม่แม้แต่จะรู้ตัวด้วยซ้ำว่าการกระทำหรือคำพูดบางอย่างที่คุ้นชินของตนนั้นถือเป็นการเหยียดเพศ แม้แต่ผู้หญิงหลายคนก็ยังด่าทอผู้หญิงด้วยกันเองที่มีความคิดสมัยใหม่หรือมีความเป็นเฟมินิสต์เพราะยังเชื่อมั่นในขนบธรรมเนียมแต่โบราณและไม่คิดอยากจะเปลี่ยนแปลงมัน

เราไม่กล้าพูดอย่างเต็มปากว่าสถานการณ์ปัจจุบันจะดีขึ้นกว่าแต่ก่อน แต่คำว่าเฟมินิสต์สำหรับเราคือความเสมอภาคกันทั้งหญิงและชาย ทั้งสองฝ่ายมีสิทธิ์เท่าเทียมกัน ไม่ใช่ว่าเราจะสนับสนุนแต่ผู้หญิงและเกลียดผู้ชาย ฉะนั้นคงเป็นการดีหากทั้งสองฝ่ายลดความตึงเครียดลงบ้างแล้วจับเข่าคุยกันถึงหนทางที่จะดำเนินควบคู่กันไปได้และอยู่กันอย่างสันติเพราะเราไม่ได้ดำรงอยู่ในโลกที่มีเพียงเพศใดเพศหนึ่งเพศเดียว แต่ส่วนตัวเรานั้นไม่เคยเชื่ออยู่แล้วว่าความเสมอภาคหรือเท่าเทียมจะมีอยู่จริง ทว่ามันก็คงไม่ผิดเหมือนกันหากฝ่ายที่ถูกกดขี่มานานนับหลายร้อยปีอยากจะลองลิ้มรสชาติของมันดูบ้าง

และหากคุณผู้หญิงที่อ่านบทความนี้คิดว่าเรื่องเล็กน้อยแค่นี้เองไม่เห็นจำเป็นต้องทำให้เป็นเรื่องใหญ่ ขอให้รู้ไว้เลยว่าตัวคุณเองก็ได้ตกเป็นทาสของระบอบชายเป็นใหญ่โดยไม่รู้ตัว ผู้หญิงส่วนมากไม่เคยรับรู้ถึงสิทธิแท้จริงที่ตัวเองพึงมีเพราะเราคุ้นเคยกับมันไปเสียแล้วตั้งแต่เกิดจนโต จะเห็นได้ว่าหลายอย่างที่กล่าวมาข้างต้นนั้นก็แทบไม่ต่างอะไรจากประเทศไทยของเราเลย

นี่ไม่ใช่แค่เรื่องตัดพ้อเล็กๆของผู้หญิงเกาหลีใต้
แต่นี่คือปัญหาใหญ่ของประเทศนี้เลยก็ว่าได้