ชนกลุ่มน้อยชั้นสอง :

6 Min. READ :

(ตัวหนาสีเทาอ่อนสามารถคลิกได้นะคะ)

ในปี 2007 มีการเสนอกฎหมายเพื่อคุ้มครองคนกลุ่มน้อยของสังคมรวมถึงกลุ่มรักเพศเดียวกันด้วยในเกาหลีใต้ ทว่าการเลือกตั้งในปีเดียวกันนั้นทำให้นายลี มย็องบักผู้นับถือศาสนาคริสต์นิกายเพรสไบทีเรียนได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีได้ตัดความหวังลงอย่างรวดเร็วว่าไม่มีทางที่กฎหมายคุ้มครองเพศที่สามจะเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาได้ เพราะเขาได้พูดต่อสาธารณชนว่าคนรักเพศเดียวกันนั้นเป็นพวก “ผิดปกติ”

‘ฮงซอกชอน’ เกย์คนแรกที่เปิดเผยตัวต่อสาธารณะเมื่อปี 2000 ได้กล่าวถึงเลสเบี้ยนว่าการเปิดเผยตนว่าเป็นเลสเบี้ยนในเกาหลีใต้นั้นยากลำบากกว่าการคัมเอาท์ของเกย์หลายเท่า หรือแม้แต่เลสเบี้ยนในเกาหลีใต้เองก็ยังกล่าวว่าบางครั้งแม้แต่ชาวเกย์ก็ไม่ค่อยอยากให้การยอมรับพวกเธอ เช่นกัน นายฮงและคนอื่นๆให้คำจำกัดความเลสเบี้ยนว่าเป็น “ชนกลุ่มน้อยชั้นสอง”

ทำไมเขาถึงเรียกพวกเธอแบบนั้น?

และเหตุใดเลสเบี้ยนในเกาหลีใต้ถึงมีชีวิตยากลำบากกว่าเกย์หลายเท่า?

จากบล็อกก่อนที่เราเขียนถึงเรื่องธนบัตร 50,000 วอนและผู้หญิงอยู่ยากในเกาหลีใต้นั้นก็พอจะทำให้ได้รู้อะไรหลายๆอย่างที่ช่วยยืนยันคำพูดของฮงซอกชอนว่าไม่ได้เกินความจริงเลยแม้แต่น้อย

ลัทธิขงจื๊อดั้งเดิมพยายามกดดันให้ผู้หญิงต้องตกเป็นทาสภายใต้คำนิยาม,ความเชื่อ,สัญลักษณ์เพื่อที่จะทำให้ประเทศถูกขับเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกันโดยอาศัยพลังของผู้ชายเป็นหลัก มากกว่าที่จะคิดว่าพวกเธอเป็นคน มีเลือดเนื้อ มีชีวิตจิตใจ มีความรู้สึก ผู้หญิง = แม่ = ต้องเป็นแม่ที่ดี ต้องปรนนิบัติเชื่อฟังสามีและพ่อแม่สามีอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง ถึงจะสามารถเรียกตัวเองว่า ผู้หญิงที่ดี ได้

ผู้หญิงต้องพยายามพิสูจน์ตัวเองอย่างมากในเกาหลีใต้ แต่ไม่ว่าพวกเธอจะพยายามมากเท่าไหร่ก็ถูกมองว่ามีค่าเพียงเพราะว่าสามารถตั้งครรภ์ได้เท่านั้น การมีลูก,การเป็นแม่ เป็นภรรยาที่ดี คอยรับใช้ปรนนิบัติสามีและพ่อแม่สามี ไม่ใช่แค่สิ่งจำเป็นแต่คือหน้าที่หลักที่ผู้หญิงต้องรับผิดชอบและพึงปฏิบัติ ไม่ควรไปคิดพยายามทำอะไรอย่างอื่นนอกเหนือจากนั้น

และนี่คงเป็นสาเหตุที่แม้แต่เกย์ชาวเกาหลีก็ยังไม่ยอมรับเลสเบี้ยนหรือหญิงรักหญิงด้วยกัน เพราะพวกเขายังคงมองว่าตัวเองนั้นในฐานะเพศชายมีสิทธิ์ที่จะทำอะไรก็ได้ แม้รักผู้ชายด้วยกันเองก็ไม่หนักหนาเท่าผู้หญิงรักกับผู้หญิง เพราะถึงจะไม่มีกฎหมายรองรับแต่ผู้ชายก็สามารถคบหากับคนรักร่วมเพศได้อย่างลับๆ ให้คนอื่นในสังคมเข้าใจว่าครองตนเป็นโสดก็ไม่เสียหายมากเท่ากลุ่มหญิงรักหญิงที่อยากจะทำเช่นนั้นบ้าง พวกเธอไม่เพียงเจ็บปวดจากการถูกเหยียดเพศสภาพแต่ยังเจ็บปวดจากการเหยียดเพศที่ผู้หญิงทั่วไปก็ต้องดิ้นรนเอาชนะเช่นกัน

แต่ทั้งหมดทั้งมวลนี่คือข้อมูลที่เราอ่านจากหนังสือที่ตีพิมพ์เมื่อปี 2012…

ปัจจุบัน (2018) จากประสบการณ์ส่วนตัวของเราที่ได้มีโอกาสไปประสบพบเจอหรือพูดคุยเล็กน้อยกับเพศที่สามทั้งทอม ดี้ เกย์และเลสเบี้ยนของเกาหลีใต้อยู่บ่อยครั้ง (อ่านรายละเอียดได้ในนี้ว่าไปพบเจอได้อย่างไร) มันไม่แปลกอะไรที่คุณจะเห็นว่าเกย์กับเลสเบี้ยนจะเกาะกลุ่มกันหรือกลายเป็นเพื่อนกันไปโดยปริยาย และเริ่มมีคนที่กล้าเปิดเผยตัวตนว่าชอบเพศเดียวกัน

ปัญหาการแต่งงานช้าลง คนครองตนเป็นโสดเพิ่มขึ้นของเกาหลีใต้ได้บอกว่าสังคมมีการเปลี่ยนแปลงไปมากจากแต่ก่อน ผลสำรวจมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2017 พบว่าคนโสดช่วงอายุ 20 และ 30 ปีไม่อยากมีลูกมากถึง 42.3% เหตุเพราะว่าค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงลูก 1 คนนั้นทะลุไปถึง 20 ล้านบาทเนื่องจากการเรียนของลูกไม่ได้หยุดอยู่แค่ในโรงเรียนเท่านั้น คนเกาหลียังนิยมส่งลูกไปเรียนพิเศษด้วยตั้งแต่ยังเล็ก เหตุเพราะการเรียนนั้นสำคัญมาก การเรียนจะทำให้ได้มาซึ่งงานดีๆ สังคมดีๆ ภาพลักษณ์ที่ดี  ซึ่งเป็นสิ่งที่พวกเค้าให้ความสำคัญสุดชีวิต และอีกเหตุผลหลักก็คือค้นพบว่าอยู่คนเดียวสบายกว่า

คนรุ่นใหม่คิดว่าไม่จำเป็นจะต้องแต่งงานแล้วเลี้ยงลูกเพียงอย่างเดียวอีกต่อไปแล้ว พวกเค้าเกิดมาในประเทศที่พัฒนาแล้ว ไม่ต้องดิ้นรนสร้างประเทศเหมือนคนรุ่นหลัง ทุกอย่างกำลังดำเนินไปในเส้นทางที่ยืดหยุ่น ผ่อนคลายขึ้นมากกว่าแต่ก่อน ถ้าคุณดูรายการทีวีเดี๋ยวนี้ก็จะพบว่ามีคุณแม่หลายคนที่ทำงานไปด้วย เลี้ยงลูกไปด้วย

ยังไม่มีข้อมูลว่าฝ่ายชายเริ่มสละเวลามาช่วยภรรยาเลี้ยงลูก (เพราะถ้าผู้หญิงต้องทำงานไปด้วยเลี้ยงลูกไปด้วยก็ยังถือว่าไม่ยุติธรรมอยู่ดี) แต่ก็มีรายการทีวีที่เป็นทั้งตัวบ่งชี้และตัวตอกย้ำ รายการทีวีที่มีคอนเซ็ปต์ว่าคุณพ่อต้องมาช่วยคุณแม่เลี้ยงลูกบ้างตอกย้ำว่ายังมีคนจำนวนมากในสังคมเกาหลีที่ยังยึดปฏิบัติวิถีเดิม แต่ในขณะเดียวกันมันก็บ่งชี้ให้เรารู้ว่าพวกเขาเองก็ได้ตระหนักแล้วเหมือนกันว่าพลังหญิงนั้นมีความสำคัญสำหรับประเทศ เพราะเกาหลีกำลังเดินหน้าเข้าสู่ “สังคมอุดมผู้สูงวัย” 

ในปี 2026 เกาหลีใต้จะมีผู้สูงอายุเป็นจำนวนมากถึงร้อยละ 23

พวกเขาเริ่มตระหนักได้ว่าจำนวนผู้หญิงที่มีมากกว่าผู้ชายในประเทศถือเป็นกำลังสำคัญในอนาคตและเริ่มลดการกีดกันในอาชีพต่างๆ เพิ่มตำแหน่งงานระดับสูงให้กับผู้หญิงมากขึ้น ทั้งพ่อและแม่ช่วยกันทำงานหาเงิน ไม่ใช่เพียงฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง (แต่การเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหันก็กลายเป็นดาบสองคมเหมือนกัน มีผู้ชายจำนวนมากที่ยังรับไม่ได้ที่ผู้หญิงเก่งกว่าและเหนือกว่าตนจึงทำให้เกิดความเกลียดชังผู้หญิง หรือ Misogyny ขึ้นมา)

แม้ว่าเรื่องของเพศที่สามจะดูไร้ซึ่งความหวังและยากจะเอาชนะการรวมตัวกันของลัทธิขงจื๊อกับศาสนาคริสต์ที่ตั้งตนเป็นปฏิปักษ์ แต่สัดส่วนของผู้ที่ไม่ได้นับถือศาสนาคริสต์สายอนุรักษ์นิยมหรือยึดหลักขงจื๊อก็เพิ่มมากขึ้นทุกวัน คนรุ่นใหม่เปิดใจยอมรับมากขึ้นและคิดว่าความรักของเพศที่สามเป็นเรื่องส่วนบุคคล เป็นเรื่องของคนสองคนที่รักกัน การเพิ่มขึ้นของคนโสดทำให้ผู้คนเรียนรู้ที่จะไม่ก้าวก่ายชีวิตของคนอื่นมากขึ้น การใช้ชีวิตกลายเป็นเรื่องปัจเจก

ทั้งหมดนี้บ่งบอกได้ว่าคนเกาหลีมีอิสระมากขึ้นจากสังคมอนุรักษ์นิยมที่สืบทอดต่อกันมา พวกเขาเองก็กำลังพยายามปรับตัวและเปิดรับโลกยุคใหม่อยู่เหมือนกันเพื่อที่จะทำให้ประเทศเคลื่อนต่อไปได้

ในภาพรวมอาจจะยังยากที่จะได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมและคงไม่ต้องคิดไปไกลถึงเรื่องของกฎหมาย แต่พวกเค้าก็ไม่ได้ต้องการอะไรมากมายเพียงแค่อย่ารังเกียจและได้โปรดอย่างสงสาร เพราะการสงสารก็ยังทำให้รู้สึกว่าการที่พวกเค้าเป็นแบบนี้มันเป็นเรื่องผิดบาป แค่เปิดใจให้กว้าง เพราะพวกเค้าก็เป็นแค่คนธรรมดาคนหนึ่งที่มีความรักเหมือนกับชายหญิงทั่วไป หาได้ใช่มนุษย์จากดาวดวงอื่น.