เวลาเห็นคนอื่นเป็นสุข ทำไมจึงรู้สึกอิจฉา

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

มีคนอยู่ประเภทหนึ่งที่มักอ้างว่า ‘เพราะฉันเรียนมาน้อยฉันจึงมีชีวิตแบบนี้ ถ้ามีโอกาสเรียนสูงๆก็จะไม่เป็นแบบนี้หรอก’ เราเข้าใจและเห็นใจนะว่าสำหรับบางคนที่ต้องหาเลี้ยงตัวเองแต่เด็ก อาจจะไม่มีเวลาเรียนจริงๆ กระนั้นเองคุณก็ต้องยอมรับว่าคนที่เขาตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกับคุณ แต่เขาไม่เคยเอามันมาใช้เป็นข้ออ้างเป็นปมด้อยในชีวิตมันก็มีอยู่จริงๆ ยกตัวอย่างกรณีเช่น คุณจ้อน เดชชาติ พวงเกษ ที่เราติดตามทวิตเตอร์อยู่ เขาเป็นวินมอเตอร์ไซค์ที่ไม่ได้เรียนสูงอะไร แต่มีใจรักและสนใจในภาษาอังกฤษ อยากที่จะใช้มันได้อย่างคล่องแคล่ว กระทั่งปัจจุบันนี้เขาผ่านการสอบแล้วกลายเป็นวิทยากรสอนภาษาอังกฤษไปแล้ว

กล้าที่จะถูกเกลียดบอกว่า คนที่เอาแต่อ้างอะไรแบบนี้ จริงๆแล้วมันถือเป็นอีกด้านหนึ่งของปมด้อย ลึกๆแล้วเขากำลังอยากจะบอกว่า ถ้าไม่เป็นแบบนี้ ฉันคงมีคุณค่าและความสามมารถไปแล้ว ถ้าเราไม่เป็นแบบนี้ เราก็คงทำได้เหมือนกันล่ะน่า

วิธีแก้เวลาที่รู้สึกน้อยใจหรือต่ำต้อย คือ เติมเต็มจุดด้อยนั้นเสีย เหมือนที่คุณจ้อนทำ แต่เพราะความไม่กล้าเปลี่ยนแปลง จึงเลือกโยนความผิดให้ข้ออ้างทั้งหลายแหล่อย่างที่พูดถึงไปเมื่อตอนที่แล้ว

จริงๆแล้วปมด้อยเหล่านี้สามารถพัฒนาไปเป็นภาวะทางจิตอีกประเภทหนึ่งที่เรียกว่า “ปมเด่น”

คนเหล่านี้มักชดเชยความต่ำต้อยของตัวเองด้วยการหาวิธีที่ง่ายกว่า(แน่อยู่แล้ว มนุษย์เราชอบความสะดวกสบาย) ตัวอย่างที่เห็นได้บ่อยๆคือ “การวางอำนาจ”

คือการทำตัวเป็นพิเศษด้วยการบอกว่าตัวเองสนิทสนมกับผู้มีอำนาจ ตั้งแต่คุณครู หัวหน้า ตลอดไปจนถึงคนมีชื่อเสียง การยึดติดเครื่องประดับ เสื้อผ้าแบรนด์เนมเองก็ถือเป็นการวางอำนาจอย่างหนึ่ง แต่นั่นมันไม่ใช่วิธีการแก้ปัญหาที่ถูกต้อง

การทำให้ตัวเองรู้สึกพิเศษด้วยสิ่งเหล่านี้ ไม่ได้ทำให้คุณกลายเป็นคน ‘พิเศษ’ จริงๆ

คราวนี้ พอคุณปล่อยให้ตัวเองรู้สึกต่ำต้อยด้อยค่าเมื่อไหร่ สิ่งที่ตามมาคือ “คุณจะอยากแข่งขัน”

จำเอาไว้ว่า หากปล่อยให้ความสัมพันธ์มี “การแข่งขัน” มนุษย์เราก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงความวิตกกังวล และไม่มีวันหลุดพ้นจากความทุกข์ได้เลย

ในไม่ช้าคุณจะมองคนอื่นและโลกทั้งใบเป็นศัตรู คุณจะคิดว่าทุกคนดูถูกและหัวเราะเยาะคุณอยู่เสมอ คอยจ้องเล่นงานคุณทุกครั้งที่เปิดช่องให้ เป็นศัตรูที่ประมาทไม่ได้ สุดท้ายโลกทั้งใบจะกลายเป็นสถานที่น่าหวาดหวั่น

ความน่ากลัวของการแข่งขันอยู่ตรงนี้แหละ ต่อให้คุณไม่ใช่ผู้แพ้ ต่อให้เอาชนะได้ตลอด แต่ตราบใดที่ยังแข่งกับคนอื่น คุณจะไม่มีวันอุ่นใจได้เลย

ลองคิดเล่นๆดูก็ได้ว่าจริงๆแล้วคนอื่นเขาสนใจ “คุณ” ขนาดนั้นเลยเหรอ ใครกันที่จะมีเวลาตลอด 24 ชั่วโมงมาเฝ้าสังเกต “คุณ” เพื่อหาโอกาสเล่นงาน “คุณ”

นักปรัชญาบอกกับชายหนุ่มว่า : เพื่อนผมคนหนึ่ง ตอนยังหนุ่ม เขาใช้เวลาจัดทรงผมอยู่หน้ากระจกนานมาก จนคุณยายของเขาพูดขึ้นว่า

“คนที่สนใจหน้าแกของแก มีแต่แกคนเดียวนั่นแหละ”

เขาบอกว่านับแต่นั้นรู้สึกโล่งใจขึ้นเยอะ

การที่คุณไม่รู้สึกยินดีเวลาเห็นคนอื่นเป็นสุข นั่นเป็นเพราะคุณคิดว่าความสัมพันธ์กับคนอื่นคือการแข่งขัน ความสุขของคนอื่นไม่ต่างอะไรกับ “ความพ่ายแพ้ของตัวคุณเอง” จึงไม่อาจทำใจให้รู้สึกยินดีไปด้วย

ถ้าไม่แข่งขัน ก็ไม่ต้องกลัวว่าจะแพ้ ทั้งยังรู้สึกยินดีจากใจจริงเวลาเห็นคนอื่นมีความสุข คุณจะกระตือรือร้นอยากช่วยเหลือคนอื่นให้มีความสุข และเวลาที่ตัวเองตกระกำลำบาก คนอื่นก็จะยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือคุณ หากคุณรู้สึกอย่างแท้จริงว่า “เราทุกคนเป็นเพื่อนกันได้” วิธีการมองโลกของคุณจะปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง


จริงๆแล้วบทนี้อาจฟังดู “โลกสวย” ไปหน่อย ตอนที่เราอ่าน เราก็รู้สึกอย่างนั้นเหมือนกัน แต่เมื่อไม่นานมานี้เราได้ลองใช้วิธีนี้กับตัวเอง ได้ทำความรู้จักกับคนที่ไม่คิดว่าจะเป็นเพื่อนกันได้ ทั้งที่อยู่ในแวดวงเดียวกันมานานหลายปี ได้ยินชื่อเสียงของเขาในทางไม่ดีจากปากต่อปาก จากคำร่ำลือต่างๆนานา เคยพบเจอกันหลายครั้งแต่ไม่คิดอยากสนิทด้วยเพราะหลงเชื่อคำนินทานั้น กระทั่งอ่านเล่มนี้แล้วจึงลองทักทายเขาดูเมื่อมีโอกาส โดยใช้หลักการที่ว่าเราน่าจะเป็นเพื่อนกับเขาได้นี่ล่ะ จนสุดท้ายก็พบว่าเราช่างโชคดีจริงๆที่ได้เป็นเพื่อนกับเขา เราเต็มใจช่วยเหลือและรับฟัง ให้คำปรึกษายามเมื่อเขาเป็นทุกข์โดยที่เราไม่ต้องการอะไรจากเขาเลย แล้วพอเราลำบาก เขาก็คอยให้การช่วยเหลือดูแลเราอยู่ตลอด

เออ มันใช้ได้จริงว่ะ

หรือหากคุณไม่อิน ลองคิดตามง่ายๆดูก็ได้ว่า เราจะแข่งขัน อยากเอาชนะคนอื่นไปเพื่ออะไรกัน จะคอยมานั่งจับผิด ส่องทวิตเตอร์,IG เขา บ่นด่าเกี่ยวกับสิ่งที่เขาทำ ที่เขามีความสุข แล้ววกกลับมาตัดพ้อชีวิตตัวเอง น้อยอกน้อยใจ ทำไปเพื่ออะไรกัน มันไม่มีประโยชน์เลย แถมมันยังทำให้เรากลายเป็นคนที่ไม่มีความสุขด้วย

ถ้าเห็นคนอื่นใช้ชีวิตดี ไปเที่ยวเมืองนอก แล้วอยากไปบ้าง สิ่งที่คุณต้องทำไม่ใช่การไปด่าว่าเขา เห็นเขาเป็นศัตรู สิ่งแรกที่ต้องทำคือเอาบัญชีรายรับ-รายจ่ายมากางต่อหน้า แล้วคำนวณว่าเราต้องจัดสรรปันส่วนเงินเท่าไหร่อะไรยังไง เปิดพอร์ตสำหรับออมเงินไว้ท่องเที่ยวต่างประเทศไปเลยก็ได้ ตั้งเป้าเอาไว้ว่าจะไปให้ได้ เอาเวลาไปสนใจตรงนั้นดีกว่า

แก้ปัญหาให้ถูกจุด

หากคุณอิจฉาคนอื่นมันจะทำให้คุณรู้สึกต่ำต้อย แล้วก็คงไม่พ้นวนกลับเข้าสู่วงจรอุบาทว์เดิมๆ ด้วยการที่คุณใช้ทางลัดให้ตัวเองดูพิเศษแต่เปลือกนอกดังที่กล่าวไว้ข้างต้น เวลาที่อยากได้หรืออยากมีอะไร อยากเป็นคนแบบไหน ให้มองไปถึง “แก่น” เริ่มพัฒนาตัวเองจากจุดนั้น อย่าสนใจแต่ “เกร็ด” ภายนอก สุดท้ายมันจะกลายเป็นคุณที่เฝ้าโกหกตัวเองอยู่เสมอว่าตัวเองพิเศษ ชิงชังคนอื่นที่ได้ดีกว่า จมปลักอยู่กับความทุกข์ซ้ำไปซ้ำมาอยู่อย่างนั้น แค่คิดว่าทุกวันต้องดำเนินชีวิตอยู่ด้วยความรู้สึกแบบนั้นก็เหนื่อยแล้ว.