คิมจียอง เกิดปี 82 ผู้หญิงเกาหลีกับผีต่างกันตรงไหน?

 

ก่อนอื่นเลยต้องขอขอบคุณทางสหมงคลฟิล์มที่ให้โอกาสฉันและคุณแม่ได้เข้าไปชมภาพยนตร์เรื่อง ‘คิมจียอง เกิดปี 82’ รอบสื่อมวลชน นำแสดงโดย จองยูมี รับบท คุณคิมจียอง และ กงยู รับบท คุณชองแดฮยอน สามีของคุณคิมจียอง เป็นประสบการณ์การดูหนังก่อนเข้าฉายเป็นครั้งแรกในชีวิต จึงอยากจะพูดอะไรถึงมันเสียหน่อย หลังจากเสียน้ำตาไปประมาณ 1 กระติก ไม่ใช่เพราะความซึ้งใจอันใดเลย แต่เป็นเพราะความเจ็บต่างหาก เจ็บใจเหลือเกินกับหลายๆ เรื่องที่ผันผ่านเข้ามาในชีวิต แล้วเรามีโอกาสได้มองเห็นมันอีกครั้งหนึ่งผ่านตัวละคร ‘คุณคิมจียอง’ ตั้งแต่เด็กยันโต ประหนึ่งว่าเธอเป็นภาพสะท้อนชีวิตของฉันในบางมุมบางแง่ หลายเรื่องที่ไม่เคยเข้าใจมาก่อนว่าเหตุใดจึงต้องเป็นอย่างนี้ ไม่เคยนึกสงสัยหรือเอะใจว่าตนเองกำลังถูกกดขี่ กำลังถูกเอาเปรียบ กำลังถูกล่วงละเมิดด้วยวาจาอยู่ ก็เพิ่งมาตระหนักรู้เมื่ออ่านหนังสือและดูภาพยนตร์เรื่องนี้นี่ล่ะ

ฉันใช้เวลาขบคิดตลอด 3 วันหลังจากดูหนังเรื่องนี้ คิดอย่างไรก็คิดไม่ตกว่าจะเขียนเกี่ยวกับมันอย่างไรดี เพราะกลัวเหลือเกินว่าตัวเองจะไม่เข้าใจในสิ่งที่ ‘โชนัมจู’ ผู้เขียน ‘คิมจียอง เกิดปี 82’ ต้องการจะสื่อ กลัวเหลือเกินว่าตัวเองจะเข้าใจอะไรผิดเพี้ยนไปไกลจนทำให้ผู้อ่านบทความนี้พลอยเข้าใจผิดตามไปด้วย แต่ศิลปะนั้นไม่มีทั้งถูกและผิด ดังนั้นจึงขอตีความจากความเข้าใจของฉันก็แล้วกัน

Kim-Ji-Young-Born-1982-Poster-Thai02
ภาพจากสหมงคลฟิล์ม

ผี

คำนาม

สิ่งที่ตามปกติแล้วมนุษย์มองไม่เห็น และสัมผัสไม่ได้ แต่เชื่อว่ามีจริงและอาจปรากฏรูปร่างให้เห็นได้ในบางขณะ มีทั้งที่ให้คุณ หรือโทษ.

ตั้งแต่อ่าน ‘คิมจียอง เกิดปี 82’ ครั้งแรก ฉันก็ทึ่งปนสงสัยมาโดยตลอดว่าเหตุใดผู้เขียนถึงเลือกใช้สถานการณ์ ผีเข้า เพื่อเล่าเรื่องราวทั้งหมด ที่ทึ่งเพราะไม่คิดว่าจะมามุกนี้ ขณะเดียวกันก็สงสัยว่าทำไมต้อง ‘ผี’ วะ แทนที่จะเล่าเรื่องชีวิตแม่บ้านเกาหลีใต้ธรรมดาๆ คนหนึ่งไปเรื่อยๆ ก็ได้ เพราะโดยตัวเนื้อหาก็ทำให้ผู้อ่าน (โดยเฉพาะผู้หญิงอ่อนไหวอย่างฉัน 555+) รู้สึกเจ็บช้ำน้ำใจ อ่านไปน้ำตาเล็ดไปได้แล้ว แต่ยังเลือกจะใช้ความแฟนตาซีอย่าง ‘ผีเข้า’ มาเป็นปมหลัก มันเพราะอะไรกันแน่นะ 

สุดท้ายวันนี้ก็ได้รู้…

โชนัมจูอาจต้องการจะบอกว่าที่เกาหลีใต้นั้น ผู้หญิงกับผีก็ไม่ต่างกันสักเท่าไหร่ ใช่รึเปล่า? เมื่อเด็กผู้หญิงลืมตาเกิดมาบนโลกนี้ เติบโต ร่ำเรียนและเข้าทำงาน เดินเพ่นพ่านขวักไขว่ไปทั่ว จากที่หนึ่งสู่ที่หนึ่ง ผู้หญิงเหล่านี้ไม่ได้ต่างจากผีเลยสำหรับชายเกาหลีใต้ทุกคน มองไม่เห็นแต่รู้ว่ามีจริง มีสิ่งนี้ สิ่งที่เรียกว่า ‘ผู้หญิง’ อยู่ในโลก จะสามารถปรากฏรูปร่างเป็นตัวเป็นตนได้ก็ต่อเมื่อแต่งงานแล้วเป็น แม่ คน เท่านั้น 

เมื่อผู้หญิงเกาหลีธรรมดาคนหนึ่งเป็น ‘แม่’ พวกผู้ชายก็เกิดกลายเป็น ‘คนเห็นผี’ ขึ้นมาทันทีเลยว่ะ 555+ พวกเขาสามารถมองเห็นเธอ (ในที่นี้คือคุณคิมจียอง) แม้ยามที่นึกอยากจะนั่งพักผ่อนกินกาแฟ (ซึ่งเห็นว่าจัดโปรโมชั่นลดราคาจึงกล้าซื้อ) เพื่อชื่นชมความงามของฤดูใบไม้ร่วง หลังไปรับลูกที่ศูนย์รับเลี้ยงเด็ก 

ชายคนหนึ่งในกลุ่มพนักงานอายุราวสามสิบเหลือบมองเธอแล้วหันไปพูดกับเพื่อนอยากถลุงเงินผัวซื้อกาแฟกินร่อนไปร่อนมาแบบนั้นบ้างจังวาสนาใครจะดีเท่านางปลิงกูไม่ขอแต่งงานกับสาวเกาหลีหรอก…” [1*]

คุณคิมจียองมีตัวตนขึ้นมาทันทีเมื่อมีลูกน้อย และใช้เงินของสามีซื้อกาแฟแก้วละ 1500 วอน [2*] 

ในขณะที่ก่อนหน้านี้ ไม่ว่าจะในโต๊ะอาหารที่บ้าน ในสนามการเรียน การสอบแข่งขัน การสัมภาษณ์เข้าทำงาน ไม่มีใครมองเห็นหัวหรือตัวตนเธอเลยสักคน พวกเขาปล่อยให้เธอถือกาแฟแก้วละกี่บาทก็ได้ กี่แก้วก็ได้ โดยไม่มีการค่อนแคะ ขอเพียงเป็นกาแฟที่ฝากให้เธอซื้อหรือกาแฟที่เธอรับหน้าที่ชงและเสิร์ฟในที่ทำงาน (ทั้งที่เธอไม่ได้สมัครงานมาเพื่อชงกาแฟ และพนักงานชายรุ่นเดียวกันหรืออ่อนกว่าก็ไม่แม้แต่จะรับหน้าที่นี้หรือคิดว่าตนจำเป็นต้องทำ)

ฉันเคยเขียนเกี่ยวกับเรื่องนี้มาก่อน (https://booooks.co/2018/02/27/ความลับในธนบัตร-50000-วอน/)  เกี่ยวกับบทบาทความเป็น ‘แม่’ ของผู้หญิงในเกาหลีใต้ ยิ่งเมื่อได้มาอ่านหนังสือเล่มนี้ ยิ่งพบว่าเรื่องจริงมันหนักหนากว่าที่คิดมาก จนอาจเรียกได้ว่าเป็นลัทธิเลยก็ว่าได้ ยังมีหลายคนในเกาหลีใต้ที่ตกอยู่ภายใต้ ‘ลัทธิเชิดชูความเป็นแม่ที่ดี’ 

ผู้หญิงเกาหลีมีค่าก็ต่อเมื่อเป็น ‘แม่’ ก็จริง แต่เมื่อทำอะไรผิดจาก ‘ขนบ’ ไปเล็กน้อย เช่นนั่งชิลๆ ดื่มกาแฟแก้ว 39 บาทด้วยเงินผัว ก็สามารถเปลี่ยนร่างกลายเป็น ‘ปลิง’ ได้ทันที เมื่อย้อนกลับไปดูความหมายของ ‘ผี’ เมื่อข้างต้น เออ พอคนมองเห็นผีแล้ว ผีมันก็ให้ทั้งคุณ ทั้งโทษเลยว่ะ มีทั้งผีดีและผีร้าย ถ้าผีเลี้ยงลูกดูแลผัวอยู่บ้านก็นับเป็นผีดี ผีกินกาแฟด้วยเงิน 39 บาทของผัวคือผีร้าย คอยสูบเลือดผัว คุณคิมจียองเป็นเช่นนั้นเอง เฉกเช่นเดียวกันกับผีไม่ต่าง

กลับมาพูดถึงตัวบทภาพยนตร์กันบ้าง ต่อไปนี้คือการสปอยล์ค่ะ 555+

ฉากแรก หนังเปิดมาด้วยภาพคุณคิมจียองทำงานบ้านอย่างขมักเขม้นคลอไปกับเสียงสัมภาษณ์ของผู้หญิงคนหนึ่งบอกว่าอยากเป็นนักบินอวกาศหรืออยากท่องอวกาศ อะไรสักอย่างนี่แหละ ต้องขออภัยที่ไม่ชัวร์ เพราะอ่านซับไตเติ้ลไม่ทัน แอบเสียดายนิดหน่อยที่ตอนนั้นมีข้อความจากโทรศัพท์เตือนขึ้นมาพอดี แต่จับใจความได้ประมาณนี้ ที่ใส่ใจนั่นเป็นเพราะสำหรับภาพยนตร์แล้ว ฉากแรก เราคิดว่าสำคัญนะ เพราะมันเห็นชัดว่าสิ่งที่ข่าวเล่ากับชีวิตของคุณคิมจียองนั้นมันสวนทางกันสุดๆ ไปเลย ในขณะที่ผู้หญิงคนหนึ่ง(ในข่าว)บอกว่าอยากจะไปท่องอวกาศ แต่คุณคิมจียองกลับยืนวุ่นอยู่ในครัว ใครไปดูแล้วมาบอกด้วยนะคะว่าข่าวพูดเรื่องอะไร ถ้าผิดจะมาแก้ไขให้ นี่คือข้อเสียของการไม่ปิดมือถือขณะดูหนังนะคะทุกคน 555+

แล้วฉากต่อมาคือฉากนั่งดื่มกาแฟเล่น คือฉากที่ฉันกล่าวถึงเมื่อข้างต้น ตรงนี้ขอชื่นชมว่าหนังทำให้ทุกอย่างในหนังสือมันไปไกลและมีมิติมากขึ้นไปอีก เพราะในหนังสือ มีเพียงหนังสือกับคนอ่านที่จะจินตนาการทุกอย่างตามคำบรรยายของผู้เขียนด้วยตนเอง ตอนที่ฉันอ่านนั้น ยอมรับว่า ‘กลุ่มพนักงานออฟฟิศ’ ที่นินทาคิมจียองในระยะเผาขนเป็นกลุ่มผู้ชายล้วน แต่ปรากฏว่าในหนังเลือกจะแทรกพนักงานหญิงคนหนึ่งเข้าไปในกลุ่มด้วย แม้พนักงานหญิงคนนี้จะคอยทำหน้าที่เตือนเพื่อนผู้ชายว่าอย่าเสียงดังไป เขาได้ยินนายนะ แต่กระนั้นก็อดที่จะแสดงท่าทีเห็นด้วยไม่ได้ 

นี่บอกอะไร?

บอกว่าไม่ใช่แค่ผู้ชาย แต่ผู้หญิงหลายคนในเกาหลีใต้เองก็ตกอยู่ใต้ลัทธิเชิดชูความเป็นแม่ที่ดี แม่ที่ควรต้องปฏิบัติตัวตามขนบธรรมเนียมเช่นกัน น่าเศร้าที่ผู้หญิงหลายคนไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าตนกำลังถูกระบบอันคร่ำครึนี้กดทับอยู่ แต่เศร้ายิ่งกว่าที่หลายคนรู้ ทว่าก็ไม่สามารถต่อต้านมันได้ 

เช่นเดียวตัวละคร ‘คุณโอมีซุก’ แม่ของคุณคิมจียอง ตรงนี้แอบเสียดายนิดหน่อยที่หนังไม่ได้บอกที่มาของรอยแผลเป็นที่มือของแม่ ซึ่งเกิดจากการทำงานพิเศษอย่างงานรับม้วนคิ้วติดขอบวงกบ แต่หนังก็ทำให้เรารู้แหละว่าแม่ทำงานหนักมากแค่ไหน ชนิดที่แทบไม่มีเวลารับโทรศัพท์ลูกเลย

งานพิเศษอันน่าปวดเศียรเวียนเกล้าที่สุดคืองานรับม้วนคิ้วติดขอบวงกบ เส้นคิ้วขอบวงกบนี้ด้านหนึ่งเป็นฟองน้ำ ยืดหยุ่นได้ตามระยะขอบวงกบประตูหน้าต่าง อีกด้านเป็นแถบกาวเหนียวหนืด งานที่ต้องทำคือเมื่อรถบรรทุกขนพวกมันมาให้กองใหญ่ เราต้องม้วนขดเป็นวงทีละสองเส้น จากนั้นใส่ลงถุงพลาสติกใบเล็ก วิธีม้วนทำโดยใช้นิ้วโป้งกับนิ้วชี้มือซ้ายคีบเส้นคิ้วยาวเหยียดไว้แล้วใช้มือขวาจับม้วน ซึ่งขั้นตอนดึงๆ ม้วนๆ นี้เองที่ทำให้ขอบคมของกระดาษสติ๊กเกอร์บนฝั่งแถบกาวบาดผิวเนื้ออ่อนบางระหว่างนิ้วโป้งกับนิ้วชี้มือซ้ายอยู่เรื่อย [3*]

ทุกคนที่เคยไปเยือนประเทศเกาหลีใต้หลายคนเองก็คงสังเกตเห็นว่ามี ‘อาจุมม่า’ หรือ ‘คุณป้า’ มากมายหลายแหล่คอยทำงานบริการต่างๆ ไม่ว่าจะทำความสะอาดห้องน้ำในโฮสเทล เป็นแคชเชียร์ร้านสะดวกซื้อ เป็นคนกวาดถนน เก็บขยะ พนักงานเสิร์ฟร้านอาหาร ฯลฯ การที่คุณป้าเหล่านี้คอยแวะเวียนเปลี่ยนหน้ามาให้เราเห็น ไม่ว่าเราจะไปที่ไหนหรือใช้บริการใดในเกาหลีใต้นั้นมีเหตุผลอยู่ค่ะ เพราะหลังจากที่ผู้หญิงเกาหลีแต่งงานแล้ว จำเป็นอย่างมากที่จะต้องลาออกจากงานเพื่อมาเลี้ยงลูก ดูแลงานบ้าน ดูแลสามีและพ่อแม่สามี ฉะนั้น ผู้หญิงเหล่านี้มีทางเลือกไม่มากในการหารายได้ของตนเอง คือหนึ่ง. ได้รับเงินเดือนจากสามี สอง.จ้างพี่เลี้ยงเด็กแล้วกลับไปทำงาน ซึ่งวิธีนี้เป็นวิธีที่คนรุ่นใหม่นิยมกันแต่ขัดใจแม่ผัวเป็นที่สุด จึงนำมาซึ่งหนทางสุดท้าย หนทางที่เป็นนิยมที่สุด คือสาม. การหา ‘งานพิเศษเสริมรายได้’

เกาหลีใต้ช่วงหนึ่งเป็นยุคเฟื่องฟูของงานพิเศษแม่บ้าน หลายงานจึงเรียกขานโดยพ่วงคำว่าป้าเข้าไป ป้าขายประกัน ป้าส่งนมเปรี้ยว ป้าขายเครื่องสำอาง ฯลฯ พวกเธอส่วนมากไม่ได้รับการว่าจ้างจากบริษัทโดยตรง เมื่อเกิดเหตุทะเลาะวิวาทหรือบาดเจ็บขณะทำงาน ก็ต้องหาทางแก้ปัญหาเอง [4*]

ตัวละครคุณโอมีซุกนั้นถูกลดทอนบทไปพอสมควร เข้าใจได้ว่าหนังอยากจะชูเรื่องของคุณคิมจียองให้โดดเด่นกว่าใคร แต่ก็รู้สึกได้ชัดเหมือนกันว่าหนังพยายามไม่ตัดหรือทิ้งบทบาทของตัวละครผู้หญิงหลายๆ คน ไม่ว่าจะเป็นเพื่อน พี่สาว หรือหัวหน้างานของคุณคิมจียอง ซึ่งพวกเธอทั้งหลายต่างพบเจอปัญหาเรื่อง ‘เพศ’ ที่กระทบกับชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัวไม่น้อยไปกว่าคุณคิมจียองเอง และที่สำคัญตัวละครแม่นี้เป็นตัวละครที่ทำให้เราต้องเสียน้ำตาสองครั้งติดกันเลยค่ะ 555+ มันมีประโยคเจ็บอยู่ คุณต้องไปดูเอง 

และฉากที่ชอบที่สุดคือฉากที่คุณโอมีซุกผู้เป็นแม่พบว่าคุณคิมจียองถูกผีเข้า เราขอยกนิ้วให้ทั้งคนเขียนบท ผู้กำกับ ที่สุดก็คือตัวนักแสดง ‘คิมมีคยอง’ และ ‘จองยูมี’ ที่ทำให้เรามองเห็นความแตกสลายที่มันหยั่งรากลึกแผ่ขยายไปทั่วผืนแผ่นดินเกาหลีใต้ชัดขึ้นถนัดตา เหมือนถูกฟาดหน้าด้วยความจริง ความจริงที่ว่า แม้ตัวแม่ของคุณคิมจียองที่เป็นหญิงแกร่ง บ่อยครั้งที่ลุกขึ้นมาต่อต้านกับความเชื่ออันคร่ำครึและความเกลียดชังผู้หญิงที่มีในสังคมมากเพียงใด สุดท้ายเธอก็ยินยอมปล่อยให้ความเชื่อความเกลียดชังนั้นถล่มลงมาทับถมเธออยู่ดี เพราะศัตรูที่เธอกำลังต่อสู้อยู่นั้นมันยิ่งใหญ่และร้ายกาจกว่าที่เธอคิด

อะไรจะน่าเศร้าไปกว่าการที่ ‘แม่’ เชื่อว่า ‘ลูกสาว’ ของตัวเอง ถูก ‘ผีเข้าสิง’ อย่างที่ใครๆ เขาพูดกันอีกล่ะ ใช่ไหมคะ?

หนังทำให้เห็นว่าการที่ผู้หญิงคนหนึ่งกล้าพูดถึงปัญหาเรื่องเพศ ซึ่งเป็นปัญหาที่สังคมไม่อยากรับฟัง พวกเขาทั้งหลาย ไม่ใช่แค่ตัวสามี แม่สามี ครอบครัวของสามี แต่รวมแม้กระทั่งครอบครัวของคุณคิมจียองเองด้วย ต่างยินยอมพร้อมใจ ร่วมกันแปะป้ายว่าเธอกำลัง ‘ป่วย’ เธอถูก ‘ผีเข้า’ สติกลับไปแล้วหรือไง ทำไมถึงกล้าลุกขึ้นมาเรียกร้องถามหาสิทธิของตัวเองเช่นนี้!!

Kim_Ji-Young_Born_1982-tp22-1
ภาพจาก http://blog.asianwiki.com/korean-movies/gong-yoo-cast-in-movie-kim-ji-young-born-1982

สิ่งที่ต้องชื่นชมอีกอย่างและไม่พูดถึงคงไม่ได้ เพราะรู้สึกว่าแตกต่างจากหนังสืออย่างชัดเจนก็คือตัวละคร ‘คุณชองแดฮยอน’ รับบทโดย ‘กงยู’ ในหนังสือนั้นเราจะมองไม่เห็นมิติของตัวละครสามีคุณคิมจียองเท่าใดนัก รู้เพียงแต่ว่าเขาเองก็ใจดี เป็นคนที่พยายามช่วยเหลือคุณคิมจียองอยู่เสมอ ช่วยพูดกับแม่ตัวเองให้ว่าปีใหม่ไปซื้อกับข้าวที่ร้านก็ได้ ไม่จำเป็นต้องทำเอง เพราะไม่อยากให้ภรรยาต้องทำงานหนักหลังคลอด นอกนั้นก็ไม่มีบทบาทอะไรมากมาย 

แต่หนังได้เพิ่มบทของสามีเข้าไป คุณชองแดฮยอนเป็นห่วงภรรยาถึงขั้นบอกว่าจะใช้สิทธิ์หยุดงานปีหนึ่งเพื่อมาช่วยเลี้ยงลูก (ซึ่งสิทธิ์นี้ผู้ชายสามารถทำได้แฮะ) โดยเปิดโอกาสให้คุณคิมจียองได้กลับไปทำงานที่ชอบ (เผื่อว่าอาการป่วยจะดีขึ้น) แน่นอนว่ากงยูนั้นน่ารัก หล่อมาก อบอุ่นประหนึ่งไมโครเวฟ แต่เราจะพยายามมองข้ามส่วนนี้ไปเพราะต้องวิจารณ์ตามเนื้อผ้า 555+ 

ตอนแรกหลังดูจบ ยอมรับเลยว่าเขียนคอมเมนท์สั้นๆ ไปว่าสิ่งที่ไม่ชอบในหนังก็คือ “ตอนจบดีไปหน่อยค่ะ” 555+ เพราะสำหรับคนอ่านหนังสือก็จะรู้กันดีว่ามันจบอย่างไรนะคะ อันนี้ก็ไม่ขอบอก ต้องไปอ่านกันเอง (179 หน้าเองทุกคน อ่านแป๊บเดียวก็จบ) แต่ระหว่างนั่ง GRAB กลับบ้าน พอความคิดมันตกตะกอนเนาะ เราก็ตื่นรู้ขึ้นมาว่า อ้าว แล้วจบดีมันไม่ดีตรงไหนอะ?

คุณคิมจียองสามารถเข้มแข็งและลุกขึ้นสู้ได้อีกครั้ง นอกจากต้องขอบคุณตัวเธอเองที่มีความกล้าไปปรึกษากับจิตแพทย์ (ซึ่งเรารู้กันอยู่แล้วว่าที่เกาหลีใต้นั้นก็ไม่ต่างจากไทยเท่าไหร่นัก สังคมยังคงมองว่าการพบจิตแพทย์คือเป็นบ้า ยังคงมีภาพลบในใจคนทั่วไปอยู่) เราต้องให้เครดิตกับครอบครัวของเธอ และคุณชองแดฮยอนผู้เป็นสามีที่คอยแบ่งเบาภาระ ช่วยเลี้ยงดูลูก หมั่นดูแลเอาใจใส่ ยืนหยัดปกป้องเธอจากการถูกตำหนิโดยแม่ของเขา กล้าที่จะพูดคุยถึงปัญหาอย่างเปิดอก ให้คำปรึกษากันและกัน เคียงข้างกัน ไม่ละทิ้งเธอให้ต้องเผชิญกับปัญหาเพียงคนเดียว 

นี่ไม่ใช่หรือ สิ่งที่ควรจะเป็นไปในชีวิตแต่งงาน?
เราจะมีกันและกันไปทำไม หากมิอาจพึ่งพิงกันได้

หนังทำให้ฉันตระหนักได้ว่า ขอเพียงคุณผู้ชายยื่นมือออกมารับมือของภรรยาไปกุมไว้อย่างอบอุ่น เราสองก็คงจะไปกันได้ตลอดรอดฝั่งอย่างเป็นสุข ต่อให้หนทางขลุกขลักแต่ก็ยังเป็นสุข เป็นเหมือนเหรียญอีกด้าน ไม่เพียงวิจารณ์แต่ยังเสนอความหวังและหนทางแก้ไขให้ด้วย

ตราบใดที่ ‘อีลอน มัสก์’ ยังไม่สามารถสร้างอาณานิคมบนดาวอังคาร เราทั้งหลายยังจำเป็นต้องอาศัยอยู่ในโลกใบนี้ร่วมกันอย่างไม่มีทางหลีกหนีกันได้ ทั้งหญิง ทั้งชาย ทั้งหลากหลายเพศ คงเป็นไปไม่ได้ที่จะทำลายฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพศใดเพศหนึ่งให้สิ้นซากไป เช่นนั้นแล้วลองหันหน้าเข้าหากัน จับเข่าคุยกัน แล้วมาลองจับมือเดินร่วมกันไป ดีไหม? 

มันจะเป็นไปได้ไหมนะ….

 

อนึ่ง ‘จียอง’ เป็นชื่อโหลในเกาหลีใต้ การที่ผู้เขียนเลือกใช้ชื่อนี้คงเป็นเพราะต้องการจะสื่อว่า ไม่ว่าผู้หญิงคนไหนก็สามารถเป็น ‘คิมจียอง’ ได้ทั้งนั้น โดยไม่รู้ตัว…คุณอาจเคยตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน หรือกำลังเผชิญหน้ากับอาการผีเข้าอยู่ก็เป็นได้

หากเมื่อใดสุ้มเสียงที่นึกอยากจะเปล่งออกมากลับเลือนหาย นั่นล่ะคือวันที่ ‘ผีร้าย’ ได้สูญสลายไปจากร่างของคุณแล้ว…สลายไปพร้อมกับ ‘สิทธิ’ ของคุณ.

 

________________________________

[1*] จากหนังสือคิมจียองเกิดปี 82 หน้า 167
[2*] ประมาณ 38.60 บาท (15 ธันวาคม 2019)
[3*] จากหนังสือคิมจียองเกิดปี 82 หน้า 35
[4*] จากหนังสือคิมจียองเกิดปี 82 หน้า 34